โลกทัศน์ชุมชนผ่านวรรณกรรมมุขปาฐะกับการ “ต่อรอง” และ “ช่วงชิงความหมาย”

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เรียบเรียง พงษ์เทพ บุญกล้า
ภาพวาด คะทาวุธ แวงชัยภูมิ

ผู้เขียนต้องการนำเสนอเกี่ยวกับ “วรรณกรรมมุขปาฐะ” (Oral Literature)

เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของเนื้อหาในวรรณกรรมของชาวบ้านมีนัยยะแฝงเร้น “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” (Power Relationships) และระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ความจริง” ของสังคมพื้นถิ่นกำลังประสบปัญหากับความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลพวงมาจากนโยบายการพัฒนา “เขื่อน” กล่าวคือ งานศึกษาด้านคติชนวิทยา (folkloristic) จำนวนมากในประเทศไทยอธิบายเกี่ยวกับมุมมองของเรื่องเล่า ตำนาน นิทานพื้นบ้านของชาวบ้านไว้น่าสนใจ โดยเฉพาะมิติของการตีความและการให้ความหมายเรื่องราวสะท้อนจิตวิญญาณของชุมชน แต่งานด้านคติชนส่วนน้อยจะเล็งเห็นความสำคัญในการหยิบยกวรรณกรรมมาอธิบายเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากนโยบายการพัฒนาของหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้นผู้เขียนจึงพยายามอธิบายวรรณกรรมมุขปาฐะให้หลุดออกไปจากกรอบคติชน และฉายให้ภาพวรรณกรรมมุขปาฐะของ “ชาวบ้าน” หรือ “คนตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ชายขอบการพัฒนา” ในการต่อรองและช่วงชิงความหมายของวรรณกรรม
ศิราพร ณ ถลาง (2552) กล่าวว่า วรรณกรรมมุขปาฐะแสดงให้เห็นถึงลักษณะความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ประเพณีต่างๆ ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแต่ละท้องถิ่น การศึกษาวรรณกรรมมุขปาฐะจะสามารถช่วยอธิบายความเป็นมาของพิธีกรรมต่างๆ ที่สืบทอดกันในชุมชน นอกจากนี้การศึกษาวรรณกรรมมุขปาฐะยังมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนในสังคมได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษและสิ่งต่างๆ ที่อยู่แวดล้อมในท้องถิ่นของตน เช่น เรื่องเล่านิยายประจำถิ่นใช้ในการอธิบายชื่อสถานที่ต่างๆ ในท้องถิ่นให้เยาวชนรุ่นหลังได้ทราบถึงประวัติของแต่ละสถานที่ รวมไปถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะประจำของแต่ละพื้นที่อีกด้วย เช่น ภูเขา หรือเกาะแก่งที่มีรูปร่างแปลกๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลจากวรรณกรรมมุขปาฐะหรือเรื่องเล่าสามารถให้ความรู้แก่คนในสังคมได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น และยังช่วยให้คนในชุมชนได้เกิดภาคภูมิใจในความเป็นมาของตนอีกด้วย[1]

ผู้เขียนได้ลงพื้นที่ภาคสนามชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาเขื่อนราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

พบว่า เขื่อนราษีไศลถูกสร้างขึ้นจากการอนุมัติของรัฐบาลในชื่อโครงการ “โขง-ชี-มูล” เป้าหมายของโครงการเพื่อการกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำมูล หลังจากการดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพื้นที่เหนือเขื่อนจากแต่เดิมเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ประมงพื้นบ้าน ปศุสัตว์ และป่าบุ่งป่าทาม เช่น ปลูกข้าวนาทาม บ่อต้มเกลือทาม พื้นที่หาปลา พื้นที่เลี้ยงวัวและควายทาม มันแซง หน่อไม้ทาม พืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรทาม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ซุปเปอร์มาเก็ต” เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ส่งผลให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมารวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบ ซึ่งวรรณกรรมมุขปาฐะเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการต่อรองและช่วงชิงความหมายของชาวบ้านอีกรูปแบบหนึ่ง โดยชาวบ้านกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ “พญานาค” (Naga) ที่ยังคงบอกเล่าส่งต่อเชื่อมโยงกับเรื่องราว “ดงภูดิน” และ “ญาพ่อ/เจ้าพ่อดงภูดิน”

อีกทั้งผู้เขียนพูดคุย สัมภาษณ์ และสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมของชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตด้านประมงพื้นบ้านและพื้นที่ทรัพยากรพบว่า ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำมูลแห่งนี้ก่อตั้งมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษที่เลือกก่อตั้งชุมชนบริเวณใกล้กับดงภูดินซึ่งเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านในอดีตอาศัยพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ โดยพื้นที่ดงภูดินจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ญาพ่อ” หรือ “เจ้าพ่อ” เป็นผีที่คอยปกป้องพื้นที่ดงภูดิน ชาวบ้านเชื่อว่าดงภูดินเป็น “เมืองหลวงของผี” แห่งลุ่มน้ำมูลตอนกลาง นอกจากนั้น ยังปรากฏเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “พญานาคสามสี” เจ้าแม่พญานาคแห่ง “ถ้ำหมากแข้ง” เป็นถ้ำวังพญานาคลำน้ำมูลบริเวณ “วังใหญ่” ซึ่งอยู่ใกล้กับดงภูดินเชื่อมต่อไปถึงเมืองหลวงพระบางประเทศลาว โดยพญานาคสามสีเป็นพญานาคที่ชาวบ้านยกย่องในฐานะ “เจ้าแม่” ผู้มีอำนาจแห่งเมืองบาดาลลุ่มน้ำมูลตอนกลาง ผู้เขียนขอกล่าวโดยสรุปคือ

…พญานาคสามสี หรือเจ้าแม่สามสี

เป็นพญานาคที่เดินทางมาจากเมืองหลวงพระบางและอาศัยอยู่ที่วังใหญ่จุดเชื่อมต่อระหว่างลำน้ำเสียวกับลำน้ำมูล ถ้ำเบื้องล่างล่างเมืองบาดาลซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำหมากแข้ง” เป็นถ้ำทองคำที่มีเหล่าพญานาคอาศัยอยู่ ครั้งหนึ่งพญานาคสามสีได้แปลงกายเป็นมนุษย์และขึ้นมายังพื้นดิน เกิดตกหลุมรักกับ “อุปฮาด” หรืออุปราชหนุ่มที่เป็นมนุษย์ และทั้งสองหลงรักกันเรื่อยมา
อยู่มาวันหนึ่งอุปฮาดต้องการให้นางอันเป็นที่รักของตนพาไปพบพ่อกับแม่เพื่อสู่ขออย่างเป็นทางการ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของพญานาคนางจึงร่ายมมนต์คลุมกายอุปฮาดโดยที่เขาไม่รู้ตัว และนางขอให้อุปฮาดหลับตาให้สนิทไม่ให้ลืมตาจนกว่าจะถึงบ้านของนาง แต่ด้วยความสงสัยอุปฮาดจึงแอบลืมตาดูซึ่งพบว่าตัวเองอยู่ใต้น้ำ จากนั้นมนต์ของพญานาคจึงคลายและอุปฮาดจมน้ำสินใจ ภายหลังดวงวิญญาณของอุปฮาดได้กลายเป็นผีและทั้งสองได้ครองรักกันอยู่ที่ถ้ำหมากแข้งเรื่อยมา… (จากการสัมภาษณ์ สำรอง ชบา, 2561)

ปัจจุบันชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนแถบนี้ยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเข้มข้น สะท้อนผ่านพิธีกรรมและประเพณีที่ชาวบ้านยังคงปฏิบัติเรื่อยมา เช่น การแข่งเรือยาวบริเวณดงภูดิน การไหว้เจ้าพ่อดงภูประจำทุกปี และการมี “ร่างเทียม” หรือ “ร่างทรง” ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นลูกหลานของ “ญาพ่อ/เจ้าพ่อ” และ “เจ้าแม่”

นอกจากนี้ ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรื่อง “พญานาค”

เรื่องเล่าพื้นถิ่นจากลุ่มน้ำโขงสู่ลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำสาขา” พบว่า เรื่องเล่าพญานาคเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าส่งต่อจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งมาอย่างยาวนานในรูปมุขปาฐะ เรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาคแฝงด้วยนัยยะความหมาย สัญลักษณ์เชิงอำนาจและการมีตัวตำแหน่งแห่งที่ของชุมชนแถบลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำสาขา เรื่องเล่าพญานาคถูกเล่าด้วยเงื่อนไขและปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่าง แม้มีงานศึกษาทางวิชาการและงานวิจัยจำนวนมากในสังคมไทยที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับพญานาค แต่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลและลุ่มน้ำสาขายังถูกกล่าวถึงค่อนข้างน้อย และเรื่องเล่าพญานาคมีความแตกต่างหลากหลายตามอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด จินตนาการ และประสบการณ์ที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว การทำความเข้าใจเรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาคจึงมีความหลากหลาย สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับการนิยาม ตีความ การให้ความหมาย การผลิตซ้ำ และปฏิบัติการของเรื่องเล่าผ่านผู้เล่า และอาศัยการตีความของผู้เขียนประกอบ [2]

ซึ่ง Pathom Hongsuwan (2014) ได้ศึกษาการใช้เรื่องเล่า “ตำนานเจ้าพ่อดงภูดิน” ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการทางสังคมเพื่อสร้างความหมายว่าด้วยสิทธิชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ทับซ้อนดงภูดิน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ พบว่าชุมชนดงภูดินเป็นชุมชนในวิถีจารีตที่เชื่อถือเจ้าพ่อดงภูดินร่วมกัน เป็นกลุ่มชนที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ผ่านประเพณีการนับถือ “ผี”เดียวกัน การใช้เรื่องเล่าตำนานเจ้าพ่อดงภูดินมาปฏิบัติการทางสังคมเพื่อสร้างความหมายสิทธิชุมชนนั้นสามารถสื่อให้เห็นความผูกพันระหว่าง “ชุมชน” กับ “ธรรมชาติ” ในลักษณะการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รวมถึงธรรมชาติยังเป็นเสมือนตัวตนและจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าชุมชนได้ใช้เรื่องเล่าเจ้าพ่อและชาดกพื้นบ้านเพื่อต่อสู้และต่อรองด้วยการสร้างเครือข่ายและการเคลื่อนไหวทางสังคม ทำให้นโยบายทางการเมืองว่าด้วยสิทธิชุมชนในผืนป่าอนุรักษ์ทับซ้อนระหว่างชุมชนกับรัฐที่เคยมีการปะทะขัดแย้งกันนั้นได้รับการยอมรับและคลี่คลายไปในที่สุด

วรรณกรรมมุขปาฐะของชาวบ้านลุ่มน้ำมูลตอนกลางราษีไศล

ยังคงมีอิทธิพล ต่อการดำเนินชีวิตของชาวชาวบ้านที่ยังคงมีความเชื่ออยู่ ผู้เขียนจะไม่ฟันธงว่าเนื้อหาของวรรณกรรมที่ถูกกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะเรื่องเล่าต่างๆ อาจถูกเล่าผ่านความแตกต่างทางบริบท แต่วรรณกรรมที่พบคือ “ภาพสะท้อนมิติโลกทัศน์ (Reflection of the Worldviews) ชุมชนผ่านวรรณกรรมมุขปาฐะกับการต่อรองและช่วงชิงความหมายที่นำมาซึ่งการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่า บริเวณดงภูดินและลุ่มน้ำมูลร่วมกัน” กล่าวคือ หลังจากการสร้างเขื่อนราษีไศลส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ “ป่าบุ่งป่าทาม” พื้นที่ป่าไม้ที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ แต่ปัจจุบันชาวบ้านต้องอาศัยและพึ่งพิงพื้นที่ป่าดงภูดินซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งระบบนิเวศลุ่มน้ำมูลยังเป็นพื้นที่ความหวังที่ชาวบ้านยังคงวิงวอนให้เจ้าแม่สามสีและบริวารคอยปกป้องพื้นที่ทรัพยากรให้อุดมสมบูรณ์ในขณะที่เขื่อนราษีไศลไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านมีพื้นที่เกษตรกรรม ประมงพื้นบ้าน ปศุสัตว์ ความมั่นคงทางอาหาร (food security) หรือความมั่นคงของชีวิต อีกทั้งวรรณกรรมมุขปาฐะยังเป็นกรอบกำหนดกฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดร่วมกันภายในชุมชนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นผลจาก “เขื่อน”

อ้างอิงข้อมูล
[1] สนิท ยืนศักดิ์ และคณะ. (2562). ความเชื่อและโลกทัศน์ในชุมชนแม่ใสผ่านวรรณกรรมมุขปาฐะ. วารสารวิชาการมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์, 27(53), 181-202.
[2] พงษ์เทพ บุญกล้า. (2561). พญานาค: เรื่องเล่าพื้นถิ่นจากลุ่มน้ำโขงสู่ลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำสาขา. การประชุมวิชาการระดับชาติพื้นถิ่นโขง ชี มูล ราชภัฏอุดร ครั้งที่ 3. ถอดรื้อพรมแดนความรู้ “ความท้าทายของสหวิทยาการในการพัฒนาท้องถิ่นโขง ชี มูล (เล่ม1)”, หน้า 131-148.
[3] Pathom Hongsuwan. (2014). ดงภูดิน : เรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์กับปฏิบัติการสร้าง ความหมายว่าด้วยสิทธิชุมชน. Journal of Mekong Societies, 10(3), 167-192.
[4] สำรอง ชบา. (2561). สัมภาษณ์. แม่เฒ่าผู้เป็นร่างเทียม, บ.ผึ้ง ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ.
[5] ภาพวาดโดย: คะทาวุธ แวงชัยภูมิ. (2562).

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง