3 ทศวรรษ บทเรียนประชาธิปไตยทางตรง สมัชชาคนจนราษีไศลและหัวนา

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

 

วันที่ 6 ธันวาคม 2562 เครือข่ายสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา จัดกิจกรรมรำลึก อ.สนั่น ชูสกุล

สนั่น ชูสกุล นักคิด นักเขียน ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และผู้ก่อตั้งสมาคมคนทาม,สมาคมชุมชนประมงน้ำจืดภาคอีสาน ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูน ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

มีผู้แทนชาวบ้านจาก 3 จังหวัด ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และศรีสะเกษ เข้าร่วมงานกว่า 200 คน  กิจกรรมสำคัญ คือ “เวทีเสวนามุมมองการสร้างประชาธิปไตยทางตรง กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” โดยมี 2 นักวิชาการอาวุโส เข้าร่วมรับฟัง และวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมกับให้คำชี้แนะการทำงานองค์กรภาคประชาชนในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผอ.สถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ คณะรัฐศาสตร์ ม.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ดำเนินรายการ โดย นายอุบล อยู่หว้า ผู้อำนวยการโครงการทามมูล

ช่วงเช้า เป็นการสรุปบทเรียนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนของเครือข่าย นางผา กองธรรม นายประดิษฐ์ โกศล และนางสำราญ สุรโคตร ได้เล่าทบทวนเรียงความเป็นมาตั้งแต่ ปี 2536 หลังจากมีการปิดประตูเขื่อนราษีไศล ทำให้เกิดน้ำท่วมแบบฉับพลัน และเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยสรุปแล้ว ชาวบ้านได้ให้คำนิยาม ช่วงระยะเวลาการต่อสู้ ออกเป็น 3 ยุค คือ 1.ยุคต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน 2.ยุคการสร้างองค์ความรู้ และ 3.ยุคแห่งการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ

ช่วงบ่าย เป็นช่วงที่สำคัญต่อเนื่องจากการสรุปบทเรียนการเคลื่อนไหวและพัฒนาการของภาคประชาชนในช่วงเช้า

รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กล่าวว่า…

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวชาวนา ชาวไร่ ในพื้นที่แถบนี้ มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 เกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อน ความทุกข์ยากของชาวนา เช่น ชาวนาบ้านคูซอด ตำบลคูซอด อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งถูกจับเมื่อปี 2495 ด้วยข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ถูกจับในนามของกระบวนการสันติภาพ ภาษาราชการเขาก็เรียกกบฏสันติภาพ ถูกจับพร้อมกับปัญญาชนนักคิดนักเขียน ช่วงนั้นมีประเด็นเรื่องของสงครามมหาเอเชียบูรพา

กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” เคยลงมาพื้นที่นี้ 3 ครั้ง คือ ที่บ้านคูซอด บ้านหนองใหญ่ บ้านหนองหญ้าปล้อง และก็เขียนนิยายเรื่องสั้นที่น่าสนใจชื่อเรื่อง “ขอแรงหน่อยเถอะ”

พื้นที่นี้จึงมีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ ปัญญาชนในรุ่นก่อนที่ลงมาทั้ง ศรีบูรพา, ทวี เกตะวดี มีปัญญาชนคนทำงานมาอยู่กับคนทุกคนยากในชุมชนมาตั้งแต่ก่อนปี 2500 ต่อมาจึงมีคนอย่าง อ.สนั่น ชูสกุล , นันทโชติ ชัยรัตน์ , วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้กลายเป็นหน่อ เป็นเชื้อให้กับคนรุ่นหลัง

หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลราษีไศล ที่มีความสำคัญมาก

หมอสงวน เป็นคนที่บุกเบิกโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่มาจากงานสาธารณสุขมูลฐานหรืองานพัฒนายุคบุกเบิก เพื่อแก้ไขปัญหาและทำให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา แก้ไขปัญหาความยากจน

ในทางรัฐศาสตร์ พื้นที่แห่งนี้“ทำให้คนข้างล่างหรือคนที่อยู่ในชุมชนเข้มแข็งมาโดยตลอด” อ.สนั่น ชูสกุล , อ.อุบล อยู่หว้า และ อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ก็ลงมาทำงานกับชาวบ้านที่นี่ ทำให้นักวิชาการได้เรียนรู้ ที่สำคัญคือนำมาสู่แนวคิดหรือข้อเสนอต่างๆ ให้กับทุกคนในสังคม ที่นี่มีคุณูปการอย่างมาก

การเมืองประชาธิปไตยทางตรง หรือ การเมืองภาคประชาชน

กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศล สมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล คงไม่ใช่เป็นบทเรียนแค่ให้กับสังคมเท่านั้น แต่รวมไปถึงนักวิชาการที่สอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยอีกด้วย ยังมีงานวิจัย มีงานวิทยานิพนธ์ ที่คนต่างประเทศชาวออสเตรเลีย ได้จัดพิมพ์หนังสือ “สมัชชาคนจน” เป็นภาษาอังกฤษ และมียอดขายจำนวนมาก ส่วนของ อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ก็พิมพ์อยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ “การเมืองบนท้องถนน 99 วันสมัชชาคนจน”

บทเรียนของชาวบ้านสมัชชาคนจนทั้งราษีไศลและปากมูล จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญ ต่อคนที่ทำงานทางวิชาการ เป็นบทเรียนทางประชาธิปไตย การจรรโลงประชาธิปไตยที่สำคัญ

 

ประเด็นก็คือว่า เมื่อมีประชาธิปไตยแบบหย่อนบัตรเลือกตั้งใบหนึ่ง ดูเหมือนการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ก็จำเป็นและก็สำคัญ คือ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่ว่าไม่เพียงพอในเมื่อเกิดปัญหาความเดือดร้อนจากโครงการขนาดใหญ่ เช่น กรณีเขื่อนราษีไศล สิ่งที่ชาวบ้านพยายามบอกคือ การประเมินผลกระทบกับชีวิตผู้คน โครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด มาจากการตัดสินใจจากส่วนกลาง เป็นผู้กำหนดนโยบาย ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจที่จะเอาน้ำ เอาไฟฟ้าไปให้อุตสาหกรรม

การเคลื่อนไหวของชาวบ้านราษีไศล ได้สร้างกระบวนการ เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะตัดสินใจโครงการจากข้างบนอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องการเมืองนโยบายสาธารณะ เพราะต้องฟังว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง เรื่องของข้อมูลข้อเท็จจริง ความรู้หรือองค์ความรู้จากงานวิจัย ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญ ทำให้ข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นชัดเจนมากขึ้น

กฎเกณฑ์ กติกาของสังคมประชาธิปไตย ซึ่งเราหย่อนบัตรเลือกตั้งอย่างเดียว ให้ตัวแทนไปออกนโยบาย ไปกำหนดนโยบาย โดยไม่ดูผลกระทบ ใช้ไม่ได้ เพราะว่าชาวบ้านในชุมชนมีชีวิตที่สัมพันธ์กับฐานทรัพยากร โดยเฉพาะป่าทาม

การต่อสู้ของชาวบ้านที่นี่จึงนำไปสู่การขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อที่จะให้ผู้คนในสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

อ.สนั่น ชูสกุล เรียกว่าเป็นการสร้างประชาธิปไตยที่กินได้ การเมืองที่เห็นหัวคนจน

ก็คือทำอย่างไรจะให้กระบวนการการตัดสินใจเขารับฟังชาวบ้าน เพราะฉะนั้นการชุมนุมรวมคนเยอะๆ กับการใช้ปัญญา จะต้องไปด้วยกัน มีปัญญาก็จะต้องมีการรวมตัวกัน เพื่อไปแสดงตัวตนให้สังคมรับรู้ ในเชิงรัฐศาสตร์พี่น้องที่ต่อสู้กันมาสำคัญยังไง อำนาจในการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ไม่พอ เพราะไม่สามารถทำให้ปัญหาความเดือดร้อน ที่ชุมชนได้รับผลกระทบดีขึ้น หรือมาช่วยปกป้องฐานทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น

บทเรียนสำคัญก็คือ การขยายทำให้ประชาธิปไตยมันกว้างออกไป มากกว่าประชาธิปไตยตัวแทน อาจจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยทาง หรือ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือสิ่งที่พวกเราพี่น้องเรียกกันว่า การเมืองภาคประชาชน

ช่วงปี 2540 ก็ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับคนจน ผลักดันให้มีการรับรองในเชิงกฎหมาย เช่น เรื่องสิทธิชุมชน ได้มีการผลักให้มีอยู่ในมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง ฉบับภาคประชาชน ถ้ามองในเชิงของพื้นที่การเมืองการมีส่วนร่วม ในทางวิชาการสิ่งนี้สำคัญมาก ฉะนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเมืองภาคประชาชนเชิงสถาบันที่มีกฎหมายรองรับ รัฐบาลไหนมาก็ต้องปฏิบัติตาม แต่ปัจจุบันกติกาเหล่านี้ก็ยังคงไม่ลงหลักปักฐานอะไรมากนัก ก็ยังต้องต่อสู้กันไปในระยะยาว

อ.อุบล อยู่หว้า ผอ.โครงการทามมูล กล่าวว่า…

เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจว่าสมัชชาคนจนได้สร้างบรรทัดฐานให้กับประเทศนี้ ได้สร้างหลักเกณฑ์ ว่าประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาของรัฐ รัฐจะต้องจ่ายค่าชดเชย เยียวยา แม้ว่าจะไม่ใช่ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย เรียกว่าสิทธิโดยการเกิด สิทธิที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่อยู่ในอาณาบริเวณนี้ มีสิทธิ์ที่จะได้รับการชดเชยเยียวยาจากรัฐ

แม้ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากเผด็จการ ก็มีโอกาสที่จะสร้างนโยบายที่มีผลกระทบขนาดใหญ่ กับประชาชนได้ทุกรัฐบาล ยืนยันว่าการเลือกตั้งก็ยังมีความสำคัญ เพราะว่าการเลือกตั้งทำให้ประชาชนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่จะไปใช้อำนาจแทนเราในรัฐสภา การเลือก ส.ส. คือ ประชาธิปไตยระบบตัวแทน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้น การเมืองภาคประชาชน หรือประชาธิปไตยทางตรง ของชาวบ้านยังคงต้องแสดงสิทธิ์และทำให้ประชาธิปไตยกว้างขวางขึ้น เป็นบทเรียนที่สำคัญที่เราจะต้องตระหนัก และคิดไปกับการก้าวไปข้างหน้า

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้มุมมอง…

หากสรุปการเคลื่อนไหวออกเป็น 3 ช่วง จะเห็นว่าช่วงปี 2538 จนถึงช่วงประมาณปี 2545 จะเรียกว่าเป็นช่วงของการต่อสู้เพื่อสิทธิ ซึ่งมันก็สอดคล้องกันกับรัฐธรรมนูญที่เรามีช่วงปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องของสิทธิชุมชน เพราะทำให้กระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านได้รับการรับรอง และการรับรองสิทธินั้นก็ได้มีปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจริง ก็คือการทำให้คนเห็นกันทั่วประเทศ ว่าจริงๆ แล้ว “สิทธิ” คืออะไร

ช่วงนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นช่วงของการตั้งหลักปักฐานในเชิงความคิดที่ชัดเจนมาก ส่วนหนึ่งการใช้จำนวนเท้าในการออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมก็มีความสำคัญ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม เพราะ 2 อำนาจนี้เป็นสิ่งที่คู่กัน

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ การเรียกร้องการจ่ายค่าเสียโอกาส กรณีเขื่อนราษีไศล จริงๆ แล้วมันเป็นทฤษฎีพื้นฐานในทางเศรษฐศาสตร์ คือ ต้องชดเชยค่าเสียโอกาสของผู้ได้รับผลกระทบ อย่างน้อยที่สุดถ้าเราจะเรียกว่าโครงการใดเป็นโครงการพัฒนา ทุกคนจะต้องไม่มีใครที่เสียประโยชน์ นี่มันเป็นตำราเรียนเศรษฐศาสตร์ ทุกคนก็ทราบกันดีว่าอันนี้มีแต่อยู่ในตำรา ชีวิตจริงมันไม่มี แต่ชาวบ้านสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศล ได้ทำให้มีและเกิดขึ้นจริง จากออกมาศึกษาวิจัยและใช้ข้อมูลมาสู่การสร้างข้อเสนอ ทำให้หลักการที่นักวิชาการเขาพูดกันและสอนกันมันปรากฏเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งแรกที่เป็นคุณประโยชน์ หรือคุณูปการอย่างยิ่ง

คือนักเศรษฐศาสตร์เขาคิดว่าอย่างนี้ครับ เวลามีการทดลองกัน เช่น หากจะได้สิ่งของสัก 1 อย่าง สมมุติว่ราคาสัก 1,000 บาท และถ้าเราจะเสียของชิ้นนั้นไปเรายอมแลกไหม กับเงิน 1,000 บาท ที่เท่ากัน คือ 1,000 กับ 1,000 บาท ปรากฏว่าคนไม่ยอมแลกของชิ้นเดียวกันราคาเท่ากัน เพราะว่ามันมีความผูกพันกับของชิ้นนั้นถึงไม่ยอมแลก ก็เลยมีการคำนวณกันว่าตัวเลขโดยประมาณมันน่าจะซักเท่าไหร่ ตัวเลขก็น่าจะอยู่ที่ 2 ถึง 2.5 เท่า พูดง่ายๆก็คือถ้าจะให้เสียของชิ้นนั้นในราคาเท่ากัน ก็จะต้องได้เงิน 2,000 บาท 2,500 บาท จึงจะคุ้มค่าหรือยอมแลก เป็นต้น อันนี้ก็จะแตกต่างจากค่าเสียโอกาสไปอีกขั้น แต่ก็ยังไม่ได้ไปถึงหลักที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนเคารพ ค่าเสียโอกาสนี้ก็เป็นหลักที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนก็ยึดถือกันอยู่แล้ว ยุคนี้จึงเรียกว่า “ยุคสิทธิ”

ยุคสร้างความรู้ อันนี้เป็นสิ่งที่ติดขัดกันมากในสังคมไทย คือ ไม่ใช่ข้อติดขัดของชาวบ้าน ชาวบ้านก็รวบรวมองค์ความรู้ดีมาก แต่ในช่วงนั้นช่วงปี 2540 ป่าบุ่งป่าทามที่คนอีสานรู้จัก แต่คนกรุงเทพไม่เคยรู้จักพื้นที่แบบนี้ แต่ด้วยกระบวนการที่ชาวบ้านสร้างองค์ความรู้ ความรู้นั้นก็ได้เข้าไปอยู่ในโรงเรียนบางโรงเรียน ปัจจุบันนี้นักเรียนชั้นประถมเขารู้แล้วว่า “ทาม” คืออะไร

วิธีการสร้างความรู้เปลี่ยนไปเร็วมากในสังคมปัจจุบัน

รุ่นหลังต่อจากนี้ไป ในการเรียนรู้เรื่อง ป่าทาม จะน้อยลง ถ้าเราไม่เสริมอะไรใหม่ ความรู้เรื่อง “ทาม” นี้มันสำคัญมาก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ แต่การกำเนิดทางอารยธรรมมนุษย์มันมีจุดสำคัญอยู่จุดหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์ขยายพันธุ์ได้มากขึ้น ก็คือการที่เราทำนาดำ ก่อนเราจะทำนาดำเมื่อ 3-4 พันปีก่อน มนุษย์ทำข้าวไร่ และก็ทำแบบไร่หมุนเวียน แต่ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือต้องใช้พื้นที่ เพราะมันต้องทำให้กลับมาเป็นป่าแล้วค่อยทำให้กลับมาเป็นนาใหม่ มันถึงจะฟื้นฟูดินได้ แต่พอมาเป็นนาดำ สามารถฟื้นฟูดินเองได้เพราะมีน้ำมีตะกอน เพราะมีการทดลองว่า สมมุติไม่ใส่ปุ๋ยเคมี นาดำจะคืนปุ๋ยให้ธรรมชาติ ถ้าเราไม่เผาฟาง แล้วนาดำมันคืนปุ๋ยให้ธรรมชาติซักกี่เปอร์เซ็นต์ สรุปประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการทำนาดำมันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นอารยธรรม เกิดเป็นเผ่าพันธุ์ไทย ลาว ที่อยู่ในแถบนี้ และการทำนาดำสันนิษฐานกันว่ามันเกิดขึ้นที่แรกที่คือที่ไหนไม่ทราบ แต่หมายความว่ามันเป็นพื้นที่ลักษณะแบบไหน คำตอบก็คือเป็นพื้นที่ลักษณะแบบ “พื้นที่ทาม” มันมีน้ำ มันกักเก็บน้ำได้ ในสมัยก่อนยังไม่สามารถทำคลอง ทำฝายยาง หรือทำเขื่อนได้อย่างนี้ได้ เขาก็ใช้พื้นที่ทาม เป็นจุดเริ่มต้นแล้วก็ค่อยๆขยายไปเป็นคันนา แล้วก็ค่อยขยายไปเป็นเหมืองฝายและก็ค่อยๆขยายไปเป็นประเทศ ความรู้ชุดนี้มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของลูกหลาน “คนทาม” และจะต้องรักษาเอาไว้

การสร้างความรู้ของชาวบ้านที่นี่กำลังเดินหน้าไป แต่ที่มันไม่เดินหน้าก็คือสู่กระบวนการนโยบายสาธารณะ กระบวนการที่รัฐจะตัดสินใจว่าจะทำโครงการแบบไหน อันนี้ไม่เดินหน้า หรืออาจจะถอยหลังมากกว่าเดิม

อีกจุดหนึ่งก็คือหน่วยราชการ หน่วยราชการสำคัญมาก เพราะเวลาเขาคิดโครงการเหล่านี้ งบประมาณมันจะไปอยู่ที่หน่วยงานราชการ เพราะฉะนั้นวิธีการสร้างองค์ความรู้ของพวกเราหลายครั้งมันไม่ตรงกับวิธีการงบประมาณของหน่วยงานราชการ ก็เลยทำให้การสร้างองค์ความรู้ชุมชนท้องถิ่น กับการสร้างนโยบายรัฐไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะหน่วยราชการไม่ได้คิดแบบชาวบ้าน หรืออาจจะคิดเวลามาลงพื้นที่ แต่ไม่ได้คิดแบบชาวบ้านตอนเวลาไปเขียนโครงการ อันนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่แม้ว่าเราจะเลือกผู้แทนอย่างไร ทั้งคนปัจจุบันหรือคนใหม่ ถ้าไม่ไปแก้จุดนี้ในทางกระบวนการและนโยบายมันก็จะไม่ได้ใช้องค์ความรู้ อย่างที่ควรจะเป็น 

 

สรุปคือ ความรู้เราเกิด ความรู้เราถ่ายทอดได้ แต่ความรู้เราไปสู่กระบวนการนโยบายไม่ได้

ก็เลยเป็นอย่างนี้ และจะวนไปอย่างนี้อีกนาน รัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลไหนก็จะเหมือนกัน

ยุคสุดท้ายก็คือ “ยุคฟื้นฟู” หรือ “ยุคพัฒนา” ก็คือยุคที่ชาวบ้านได้ต่อสู้มาแล้ว และก็ได้บางสิ่งบางอย่างมาแล้ว ที่สำคัญก็คือชาวบ้านได้ความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านเองและกลุ่มองค์กรเครือข่าย แต่ความเข้มแข็งนี้มันก็ยังไม่เกิดผลหากได้เงินมาแล้ว ก็ใช้หมดไป ชาวบ้านต้องไปสร้างสิ่งที่เป็นตัวตน ในบริบทใหม่ รูปแบบใหม่ เรียกว่าเป็นจุดที่หลายที่ก็กำลังให้น้ำหนักกับจุดนี้มากขึ้น ในการสร้างเศรษฐกิจทางเลือก แล้วก็มีหลายที่ที่สามารถทำได้ค่อนข้างดี ตัวอย่าง เช่น 1)เครือข่ายพี่น้องที่จังหวัดพัทลุง ทำเรื่องเกี่ยวกับตลาดป่าไผ่ 2)ที่สกลนคร เรื่องข้าวอร่อย คือข้าวเขาอร่อยขึ้นทุกปี และ 3) เครือข่ายเกษตรกรที่ต่อสู้เรื่องกองทุนฟื้นฟู

ดังนั้นการไปสู่กระบวนการพัฒนา จะต้องคิดเพิ่มขึ้นอีก 4 เรื่อง คือตอนนี้เรื่องที่คิดแล้ว คือ ระบบนิเวศวัฒนธรรมของชุมชนเป็นยังไง ป่าทามเป็นยังไง ชุมชนอยู่ยังไง มีทรัพยากรอะไร และวัฒนธรรมที่ชุมชนสร้างมายังไง แต่ถ้าจะพัฒนาต่อไปต้องคิดถึง 4 คำถามนี้ คือ 1. ลูกหลานเราชอบอะไร 2. คนอื่นเขาชอบอะไร 3. สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ และสิ่งที่เรายังต้องควักเงินซื้อ 4. พื้นที่และช่องทาง คิดค้นสร้างช่องทางใหม่ หรือที่ที่มีโอกาส

ดังนั้น ยุคฟื้นฟู หรือ ยุคพัฒนา จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญ เพราะช่องทางมันไม่เหมือนเดิมแล้ว เช่นการตั้งตั้งโจทย์ว่า “ป่าทามของเราจะอุ้มชูลูกหลานเรายังไง ในแบบที่ลูกหลานเราชอบหรือคนอื่นชอบ” มันอาจจะไม่ใช่แบบที่พวกเราชอบหรือที่พวกเราเคยทำ แต่เราต้องดัดแปลงเป็นแบบที่ลูกหลานเราชอบ และคนอื่นชอบอันนี้หละ จะกลับไปตอบโจทย์ที่ของพวกเราได้

ปัญญา คำลาภ : กลุ่มสื่อเสียงคนอีสาน รายงาน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง