สถานการณ์ข้าวไทยและความสำคัญของการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

การความเปลี่ยนแปลงของสังคมทุนนิยมเสรีการพัฒนาสมัยใหม่ได้นำเอาความรู้ความคิดสมัยใหม่ เข้ามาครอบความรู้ดั้งเดิมที่ชาวนามีอยู่ แบบแผนการผลิตที่ถูกกำหนดด้วยตลาด การปรับเปลี่ยนพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ การนำเข้าเทคโนโลยี ส่งผลให้เกษตรกรหลงลืมความรู้ คุณค่าของพันธุกรรมและวิถีการผลิตเดิม จนนำไปสู่การสูญเสียการพึ่งตนเองในที่สุด ชาวนาสมัยใหม่ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้สามารถสร้างเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งเมล็ดพันธุ์เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง

ภูมิภาคเอเชียเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของโลก แต่หลายประเทศก็ผลิตเพื่อบริโภคเท่านั้น โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังการบริโภคสูง ทำให้การค้าข้าวมีสัดส่วนเพียง 8-9% ของผลผลิตทั้งหมด หรือเฉลี่ยประมาณ 42-43 ล้านตันข้าวสาร ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศผู้ส่งออกข้าวเป็นหลักคือ อินเดีย เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่สามารถพัฒนาคุณภาพข้าวได้ดีขึ้นจากในอดีต เรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่สำคัญของการส่งออกข้าวไทย หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมข้าวไทยมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้เกิดปัญหาคลังข้าวสูงเป็นประวัติการณ์ การระบายข้าวทำได้ยากทำให้เกิดข้าวคงค้างในปริมาณมากต่อเนื่องในช่วงปี 2555-2557ทำให้ประเทศคู่ค้าเกิดการต่อรองราคา ราคาข้าวส่งออกของไทยจึงลดลงมากจนกระทบราคาข้าวในประเทศ อีก 1-3 ปี คาดว่ายังคงทรงตัวเนื่องจากหลายประเทศปลูกข้าวได้มากขึ้นและสามารถพัฒนาให้มีคุณภาพระดับพรีเมียม ทำให้ปริมาณคลังข้าวของโลกยังคงสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ข้าวไทยยังคงถูกกดราคาต่อไป นอกจากนี้การแข่งขันในตลาดข้าวโลกเริ่มมีคู่แข่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะจากจีน อินเดีย เวียดนาม แม้แต่ประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออกหน้าใหม่อย่างพม่าเป็นต้น ล้วนเป็นผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของข้าวไทยลดลงด้วย

สิ่งที่ชาวนาไทยต้องเผชิญ

  1. ราคาผลผลิตข้าวที่ทรงตัวและไม่มีแนวโน้มที่ราคาจะสูงขึ้น
  2. กระบวนการผลิตแบบเดิมต้นทุนการผลิตสูงเกษตรกรไม่ได้เป็นผู้ครอบครองปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์อีกต่อไป
  3. คุณภาพของผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพเทียบเท่าประเทศผู้ผลิตอื่นๆ
  4. ภาระหนี้สินมีความเสี่ยงที่จะทำให้ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน

โอกาสของเกษตรกรที่ปรับตัวมาปลูกข้าวสายพันธุ์พื้นบ้าน

  1. มีความเหมาะสมกับภูมินิเวศ
  2. มีตลาดเฉพาะกลุ่มและแนวโน้มความต้องการบริโภคข้าวสายพันธุ์พื้นบ้านมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะข้าวที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยไม่ใช้สารเคมี
  3. เกษตรกรสามารถกำหนดราคาได้เองและขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านตลาดสีเขียวซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าอาหารปลอดภัย
  4. การผลิตข้าวพื้นบ้านด้วยวิธีการดำต้นเดียวและไม่ใช้สารเคมีจะช่วยเพิ่มผลผลิตแต่เกษตรกรจะประหยัดต้นทุนลงมาก
  5. จะช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน

ระบบการปลูกข้าวแบบเข้มข้นเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว

เป็นกระบวนการปลูก 1 ต่อ 1 หลุมห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร การทำนาด้วยวิธีนี้มีเริ่มมีการพัฒนาเมื่อปี 2504-2538 โดยนายอองรี เดอ โลลานี กับเกษตรกรในมาดากัสการ์ โดยเรียกการปลูกข้าวแบบนี้ว่า “การปลูกข้าวแบบมาลากาซี” ต่อมาได้ขยายไปยังประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2547 โดยสถาบันแมคเคนเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยอาจารย์เคลาซ์ ปริ้นส์ ส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ปลูกข้าวแบบ SRI จนได้ขยายแนวคิดและกระบวนการผลิตไปในอีกหลายจังหวัด คือ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร สุพรรณบุรี ฯ และพบว่าการปลูกข้าวแบบ SRI ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น

ข้อแตกต่างระหว่างการทำนาแบบเดิมก็คือการย้ายต้นกล้าตั้งแต่ยังเล็กมากและใช้ต้นกล้าเพียงหลุมละต้น ส่วนน้ำในนาก็ไม้องท่วมขังตลอดแค่รักษาความชื้นไว้ตลอดก็เพียงพอ ผลปรากฏว่าได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 4 เท่า และประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงไปกว่าครึ่ง ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยแล้วกระบวนการทำนาแบบ SRI จะใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 1 กิโลกรัม ต่อ 1ไร่ หรือน้อยกว่า 1 กิโลกรัมในกรณีที่ต้นกล้าที่ได้สมบูรณ์ 100 % จุดเด่นที่สำคัญของการทำนาแบบ SRI คือ ระบบรากของต้นข้าวจะมีความแข็งแรงและใหญ่กว่าปกติมาก การย้ายต้นกล้าตั้งแต่ยังเล็กทำให้รากของกล้าไม่ช้ำ การปลูกหลุมละต้นในระยะห่างกัน จะทำให้แสงแดดส่องถึงต้นข้าวสามารถเติบโตโดยที่ไม่ต้องแย่งสารอาหารกันเอง เป็นหลักการเดียวกับเกษตรกรรมธรรมชาติที่นอกจากจะเน้นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของพืชแล้ว ยังต้องสร้างสภาพแวดล้อมทั้งดิน น้ำ แร่ธาตุ ให้หมุนเวียนอย่างสมดุล เมื่อรากสมบูรณ์ต้นข้าวก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ให้รวงมากขึ้น ผลผลิตก็มากขึ้น นอกจากนี้คุณภาพของดินก็ดีขึ้นด้วยกระบวนการไถกลบกำจัดวัชพืช และใช้ปุ๋ยอินทรีย์

“ผลิตให้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง”  ปัจจุบันได้มีการเผยแพร่การทำเกษตรแบบ SRI ไปทั่วโลก โดยใช้สโลแกนว่า “ผลิตให้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง : หนทางใหม่ในการเพาะปลูกข้าว Achieving More with Less : A new way of rice cultivation”

  1. การใช้กล้าอายุสั้นและปักดำต้นเดียว
  2. ต้นกล้าที่มีอายุ 8-12 วัน หรือมีใบเล็กๆสองใบ และยังมีเมล็ดข้าวอยู่ จะช่วยให้ประสิทธิภาพในการเจริญเติบโตดีและการผลิตหน่อจะมีมาก
  3. การใช้กล้าต้นเดียวปักดำ จะช่วยในการแพร่ขยายของราก สามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีกว่าปลูกกล้าหลายต้น
  4. การปักดำให้ปลายรากอยู่ในแนวนอน ปลายรากจะชอนไชลงดินได้ง่ายและทำให้ต้นข้าวตั้งตัวได้เร็ว
  5. การปักดำในระยะห่างช่วยให้รากแผ่กว้างและได้รับแสงแดดมากขึ้น ง่ายต่อการกำจัดวัชพืช และประหยัดเมล็ดพันธุ์
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง