ไมยราบยักษ์ คืออะไร

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ไมยราบยักษ์ (Mimosa pigra L.) ถือได้ว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานในประเทศไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญสูง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ทำให้ได้รับความสนใจที่จะต้องได้รับการจัดการโดยการป้องกัน ควบคุม และกำจัด (พรรษวุฒิ โกศลานันท์* นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ :peterberb@gmail.com

ลำต้น ไมยราบยักษ์ เป็นพืชตระกูลถั่ว และเป็นไม้ยืนต้น มีลำต้นสูงได้มากกว่า 3 เมตรมีหนามออกจากผิว ลำต้นมีกิ่ง กิ่งยาวประมาณ 2-6 เมตร มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและหนาแน่น

ใบ ใบไมยราบยักษ์เป็นใบประกอบแบบขนนก มีทั้งใบหลัก และ ใบย่อย ใบหลักมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ใบย่อยช่วงแรก มี 7-16 คู่ ใบย่อยช่วงสองมี 25-40 คู่ ก้านใบมีลักษณะเป็นหนามและมีขนสาก ใบของไมยราบยักษ์เมื่อถูกกระตุ้นจะไม่มีการหุบ เหมือนไมยราบทั่วไป

ดอก ดอกไมยราบยักษ์จะออกเป็นช่อหรือที่มักเรียกว่า ช่อดอก ซึ่งมักจะเกิดที่ส่วนปลายสุดของกิ่งและจากซอกของใบ ในดอกย่อยเกสรตัวผู้จะมีสีแดงและสีม่วงซีดเห็นเด่นชัด[3]

ผลและเมล็ด ฝักมีลักษณะแบนยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร และมีขนสากปกคลุมคลุมอย่างหนาแน่น เมล็ดมีลักษณะกลม สีน้ำตาล ขนาดยาว 0.4 x 0.6 ซม. และกว้าง 0.2 x 0.3 ซม. มีปลายเมล็ดด้านหนึ่งแหลมสำหรับงอกออกของต้นอ่อน

มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ ขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน
ชื่อสามัญ Giant sensitive tree
ชื่ออื่น ไมยราบต้น, ไมยราบยักษ์ (ทั่วไป)

ผลกระทบจากต้นไมยราบยักษ์

  • ไมยราบยักษ์ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพโดยการเข้าไปแทนที่ที่พื้นที่ชุ่มน้ำ และรุกล้ำพื้นที่ปศุสัตว์และพื้นที่ของชนพื้นเมือง
  • ไมยราบยักษ์ยังบดบังทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
  • ไมยราบยักษ์เป็นวัชพืชที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแต่กำจัดได้ยาก
  • ไมยราบยักษ์แย่งที่อยู่และอาหารของพืชพื้นเมือง ทำให้พืชพื้นเมืองมีจำนวนลดน้อยลง

ประโยชน์ของต้นไมยราบยักษ์

  • ด้านเชื้อเพลิง เมื่อถึงฤดูแล้งสามารถนำกิ่งที่แห้งมาทำเป็นฟืนได้
  • ด้านยารักษา ในแอฟริกา ไมยราบยักษ์ถูกใช้เป็นยาชูกำลัง และเป็นยาสำหรับโรคท้องร่วง , โรคหนองในและเลือดเป็นพิษ ในแทนซาเนีย ใบที่ถูกบดเป็นผงจะนำไปรวมกับน้ำเพื่อบรรเทาอาการบวม ในแซมเบีย นำรากมาใช้โรยบนผิวหนังที่เป็นโรคเรื้อน ส่วนเมล็ดนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับฟัน
  • การควบคุมการกัดเซาะ สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาการกัดเซาะของน้ำในที่สูงชันได้
  • ปรับปรุงดิน นำมาใช้เป็นพืชคลุมดินได้
  • ควบคุมมลพิษ ไมยราบที่เติบโตในบริเวณปากทางเข้าของอ่างเก็บน้ำจะช่วยกำจัดเศษต่างๆที่มากับน้ำก่อนเข้าอ่างเก็บน้ำ

วัชพืชไมยราบยักษ์

เมื่อปี พ.ศ.2490 ประเทศไทยได้มีการเข้านำเมล็ดไมยราบยักษ์จากประเทศอินโดนีเซีย เพื่อมาปลูกเป็นพืชคลุมดินในไร่ยาสูบ ซึ่งไมยราบยักษ์ที่นำมาปลูกนั้นสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดการแพร่กระจายพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว ตามแหล่งน้ำ และการคมนาคมขนส่ง จนเกิดการแพร่ระบาดของต้นไมยราบยักษ์ไปเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย (ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://medthai.com/ไมยราบยักษ์/)

ไมยราบยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงในเขตที่ลุ่มและที่ชายน้ำทางภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะขยายพันธุ์โดยเมล็ดได้ดี ในแต่ละปีจะมีการสร้างเมล็ดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเมล็ดของไมยราบยักษ์สามารถพักตัวได้เป็นระยะเวลาหลายปีเพื่อรอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการงอก จึงทำให้วัชพืชชนิดนี้แพร่กระจายไปได้ในหลาย ๆ พื้นที่ เมื่อเข้ายึดครองพื้นที่แล้วก็ยากที่พรรณไม้อื่นจะขึ้นผสมผสานกันได้ เพราะไมยราบยักษ์จะขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น ทำให้พรรณพืชดั้งเดิมขาดแสงตายลงและค่อย ๆ สูญหายไปจากพื้นที่

มาตรการด้านการป้องกัน ควบคุม และกำจัดไมยราบยักษ์

มาตรการด้านการป้องกัน ควบคุม และกำจัดไมยราบยักษ์ของประเทศไทยยังคงขาดประสิทธิภาพ ทั้งในด้านแนวนโยบาย และด้านบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังนั้น วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของรัฐที่มุ่งจะแก้ปัญหาการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ในที่นี้คือ ไมยราบยักษ์ นั้น ย่อมเป็นการยากที่จะประสบผลสาเร็จ เว้นเสียแต่ว่ารัฐจะได้ดำเนินการแก้ไขในด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้จริง

การกำจัดต้องทำการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการกำจัดตั้งแต่วัชพืชชนิดนี้ยังเล็ก โดยการขุดรากถอนโคน ส่วนการถางหรือการตัดออกจะไม่สามารถกำจัดวัชพืชชนิดนี้ได้ เพราะเป็นพืชล้มลุกคาบปี ออกดอกและติดเมล็ดจำนวนมาก เมื่อฝักแก่จะแตกออกและดีดตัวได้ ทำให้การกระจายพันธุ์มีประสิทธิภาพสูงมาก อีกทั้งเมล็ดพันธุ์ก็ยังมีความแข็งแรงทนทานเพราะมีเปลือกแข็ง ส่วนวิธีการสุดท้ายก็ต้องใช้สารเคมีในการช่วยกำจัด หากพบเห็นก็ให้รีบป้องกันและกำจัดครับ พื้นที่จะได้ไม่ถูกวัชพืชร้ายแรงชนิดนี้บุกรุก

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง