ระบบนิเวศทามลุ่มน้ำมูนตอนกลาง

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ความหมายและความสำคัญทางนิเวศของทาม

อ้างอิง : การศึกษาผลกระทบทางสังคมโครงการเขื่อนราษีไศลและการแก้ไขผลกระทบอย่างยั่งยืน 2553 โดย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ทาม” หมายถึง  นาที่ลุ่มหรือมีตมเลน เรียก นาทาม นาทามเป็นนาที่ดี ปีใดน้ำไม่ท่วมข้าวปลาจะอุดมสมบูรณ์ และ “บุ่ง” หมายถึง ที่ลุ่มอยู่ติดกับลำน้ำ ฤดูน้ำมีน้ำขังอยู่ คล้ายบึงหรือหนอง (ปรีชา พิณทอง. 2541) เช่นเดียวกับ ประสิทธิ์  คุณุรัตน์ (2540) ที่นิยามว่า ทาม คือ พื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ เป็นที่ราบน้ำท่วมถึง จะถูกน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก  เป็นที่ลุ่มเป็นที่ดอนสลับกัน  ประกอบด้วยแอ่งน้ำ  หนองน้ำ และร่องน้ำที่เรียกว่า “กุดหลง” จำนวนมาก  บางแห่งเป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำแช่ขังตลอดปี เรียกว่า “บุ่ง”  ทั้งบริเวณปกคลุมด้วยพืชพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดตามระดับของพื้นที่   ส่วนใหญ่เป็นพวกไม้พุ่ม  ไม้หนามที่ทนต่อสภาพน้ำท่วมหรือน้ำแช่ขังได้ดี ทำให้บริเวณที่เป็นพื้นที่ทามและพื้นที่บุ่งถูกเรียกว่า “ป่าบุ่งป่าทาม” หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า “ป่าทาม”  บริเวณทามจะได้รับดินตะกอนใหม่จากการพัดพามาทับถมของสายน้ำ   ดินทามจึงเป็นดินที่มีคุณภาพ มีความอุดมสมบูรณ์สูง (ประสิทธิ์  คุณุรัตน์. 2540)

ศันสนีย์  ชูแวว (2538) ให้ความหมาย “ป่าบุ่งป่าทาม” ว่า เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำอยู่ริมฝั่งน้ำ  มีน้ำจากแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง เจิ่งนองแผ่ออกท่วมเป็นบริเวณกว้าง  ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก  เป็นระยะเวลาหลายเดือนทุกปี  มีดินตะกอนที่ไหลพัดพามาจากแม่น้ำทับถมด้วยธาตุอาหาร  จึงเป็นถิ่นที่อยู่ของพืชพรรณไม้  ถิ่นที่อยู่อาศัย หากิน สร้างรัง แพร่ขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด  ที่ปรับตัวดำรงชีวิตอยู่ได้ในเขตนิเวศบุ่งและทาม

สถานภาพทางกฎหมายของป่าบุ่งป่าทาม

สถานภาพทางกฎหมายของป่าบุ่งป่าทาม ถูกจัดรวมกับพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่  5  ซึ่งไม่ต้องดูแลรักษาหรืออนุรักษ์ ทำให้ป่าบุ่งป่าทาม มีสถานะเพียงป่าละเมาะที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และทามก็คือ “พื้นที่ชุ่มน้ำ” (Wetlands)  ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของแหล่งที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่สำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ โดย Davies นิยามว่า ได้แก่ บริเวณรอยต่อของระบบอื่น (Ecotone) หมายถึง รอยต่อระหว่างระบบบก (Terrestrial System) กับระบบน้ำ (Aquatic System) เนื่องจากการท่วมขังทำให้เกิดพืชพรรณที่มีลักษณะเฉพาะขึ้น  โดยเน้นบริเวณที่มีพืชบนผิวน้ำ (Emergent Vegetation)  แยกออกจากบริเวณที่น้ำปิด ซึ่งตามนิยามนี้ ทะเลสาบจะไม่ถูกรวมเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ (Davies, J. and Clarigeg,  C.F. (eds), 1993)

ยังมีผู้ให้คำนิยามคำว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำ” ไว้อีกกว่า 50 นิยาม

แต่นิยามที่ครอบคลุมที่สุดปรากฏในอนุสัญญาแรมซาร์ ซึ่งให้ความหมาย ว่า ……

“… พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะและพื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม มีน้ำขัง  พื้นที่พรุ  พื้นที่แหล่งน้ำ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมอยู่ถาวร และชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม  รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลและพื้นที่ของทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุดมีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร” (ศันสนีย์  ชูแวว, 2537:9)

จากคำนิยามของอนุสัญญาแรมซาร์ พื้นที่ชุ่มน้ำประกอบด้วยพื้นที่ 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) บริเวณป่าแม่น้ำ  2) บริเวณชายฝั่งทะเล  3) บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง  4) บริเวณที่ลุ่มน้ำจืดชื้นแฉะ  5) ทะเลสาบ  6) พื้นที่พรุ  7) บริเวณป่าที่ลุ่มน้ำขัง และทาม เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทเดียวกับข้อ 3) บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง  เป็นป่าที่มีต้นไม้ขนาดเล็กพวกไม้พุ่มปกคลุมหนาแน่น

ประเทศไทย มีพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในภูมิภาคเอเซีย 24 แห่ง และคณะอนุกรรมการ การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติให้เสนอพื้นที่ชุ่มน้ำ 3 แห่ง เข้าเป็น Ramsar Site ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด  และบึงบอระเพ็ด   โดยเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ ได้จัดหางบประมาณในการศึกษา  วางแผนอนุรักษ์และคุ้มครองในปีงบประมาณ 2540

“ป่าบุ่งป่าทาม” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนึ่ง  มีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงในฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก  สภาพพื้นที่มีที่สูงที่ต่ำ  มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดที่ทนต่อสภาพน้ำแช่ขังได้ดี  มีความอุดมสมบูรณ์สูงเนื่องจากมีดินตะกอนจากแม่น้ำที่พัดพามาทุกปี จึงเหมาะเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งขยายพันธุ์ของพืชและสัตว์ รวมทั้งเป็นแหล่งหาอยู่หากินของชาวบ้านมาหลายชั่วอายุคน

หน้าที่ทางด้านนิเวศของป่าบุ่งป่าทาม

ศันสนีย์ ชูแวว (2538) กล่าวถึงหน้าที่ทางด้านนิเวศของป่าบุ่งป่าทาม ดังนี้

1)  ป่าบุ่งป่าทามช่วยรักษาความสมดุลระหว่างน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน  แม่น้ำมีความเชื่อมโยงทางอุกทกวิทยากับน้ำใต้ดินผ่านป่าบุ่งป่าทาม   น้ำจากแม่น้ำและน้ำที่ท่วมป่าบุ่งป่าทามในหน้าน้ำจะค่อยๆ ถ่ายเทสู่ชั้นใต้ดิน  ส่วนในหน้าแล้งน้ำใต้ดินจะไหลกลับสู่แม่น้ำและที่ลุ่ม

2) ป่าบุ่งป่าทามมีบทบาทช่วยเก็บกักน้ำฝนและผันน้ำท่าในฤดูน้ำหลาก ป้องกันน้ำท่วมเฉียบพลับในพื้นที่ตอนล่าง   หากถูกถมหรือเปลี่ยนแปลงไปจะเกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นในพื้นที่ตอนล่าง

3)  ป่าบุ่งป่าทามช่วยเก็บกักตะกอน  ธาตุอาหารที่มากับน้ำ โดยปรับปรุงคุณภาพน้ำและช่วยกรองสารพิษในน้ำ     แม่น้ำและป่าบุ่งป่าทามเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบลุ่มน้ำทั้งลุ่มน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่รับน้ำตอนบน ด้วยสายน้ำลำธารสาขามากมาย  อันเป็นเส้นทางเดินของน้ำ  ตะกอน ธาตุอาหารและสารพิษนั่นเอง  นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับพื้นที่รับน้ำตอนล่าง  ปากแม่น้ำ  พื้นที่ชายฝั่ง รวมถึงท้องทะเล ซึ่งได้รับตะกอนน้ำจืด  ธาตุอาหาร  และสารพิษจากแม่น้ำเช่นกัน    ป่าบุ่งป่าทามจึงเสมือนเป็นหน่วยกรองทางธรรมชาติหน่วยหนึ่ง ซึ่งช่วยควบคุมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ

4) ช่วยปกป้องรักษาชายฝั่งแม่น้ำ  ยึดเกาะตลิ่งและชายน้ำไม่ให้ชะล้างพังทลายไป  เพราะมีไม้พุ่ม  เช่น  เบ็น  นมวัว  ไคร้  ยึดตลิ่งไว้ตลอดสาย

5)  มีความสำคัญต่อวงจรชีวิตและสัตว์นานาชนิด  โดยเฉพาะ ปลา กุ้ง ปู  และปลาบางชนิดจะอพยพมาอยู่ในป่าบุ่งป่าทามเป็นระยะเวลาสั้นๆ ปลาบางชนิดมาพร้อมกับน้ำแรก เมื่อน้ำเอ่อท่วมเพื่อมาวางไข่   และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำนานาชนิด  ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดในพื้นที่บุ่งทาม แต่ปรากฏนอกพื้นที่ในแม่น้ำใหญ่ จึงทำให้คนมองข้ามความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในป่าบุ่งป่าทาม

คุณค่าของป่าบุ่งป่าทามต่อระบบนิเวศ

ด้วยการกระทำของกระบวนการไหลของน้ำ (Fluvial Process) อย่างต่อเนื่อง ทำให้

พื้นที่บางส่วนกลายเป็นเนินดิน คุย คูดินธรรมชาติ ดอนทาม และการที่พื้นที่มีความต่างระดับกัน ทำให้ลักษณะพืชพรรณเปลี่ยนสภาพตามลักษณะของภูมินิเวศ และกระจายเป็นหย่อมๆ ตามเนินดิน ชนิดของป่าไม้ที่พบในเขตบุ่งทามมี 3 ประเภท ได้แก่ 1) ป่าดิบแล้ง ดิบชื้น  2) ป่าโคก 3) ป่าบุ่งป่าทาม

พืชพรรณธรรมชาติที่ปกคลุมป่าบุ่งป่าทาม ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไม้พุ่ม ไม้ผลัดใบ ไม้หนามทนต่อการแช่ขังได้ดี มีลักษณะเป็น “ป่าบึงน้ำจืด” (Freshwater Swamp Forest) พรรณไม้ที่พบในป่าบุ่ง–ป่าทาม มีอยู่ถึง 114 ชนิด และมีประโยชน์ต่อการดำรงชีพของผู้คนในชุมชน

พื้นที่ป่าบุ่งป่าทามมีความหลากหลายทั้งทางด้านกายภาพ ชีวภาพและเคมี ทั้งนี้ เนื่องจากป่าบุ่งป่าทามประกอบด้วยดิน น้ำ พรรณพืชและสัตว์ที่มีมูลค่า ทั้งมูลค่าทางตรง (direct use values)  ได้แก่ การให้ผลผลิต (products) ที่เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในทางตรง เช่น  ปลา  ไม้ฟืน  สัตว์ป่า ฯลฯ   และมูลค่าทางอ้อม (indirect use values)  ได้แก่ การช่วยป้องกันน้ำท่วม  กรองตะกอน  กรองสารเคมี  เก็บกักน้ำใต้ดิน  ฯลฯ  ตลอดจนคุณสมบัติพิเศษ (attributes) เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ เอกลักษณ์ทางธรรมชาติ วัฒนธรรม คุณค่าด้านสุนทรีย์ของทิวทัศน์ และพื้นที่ป่าบุ่งป่าทามมีคุณค่าแตกต่างกันตามสภาพขององค์ประกอบทางกายภาพ เคมีและชีววิทยาของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ พื้นที่ป่าบุ่งทามยังมีคุณค่า ดังที่ วิสูตร (2543) ระบุไว้ว่า

(1) มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง  เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน จึง

มีพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์หลากชนิด

(2) เป็นแหล่งนันทนาการและท่องเที่ยว พื้นที่ป่าบุ่งทามมีความงดงามทางธรรมชาติ

สามารถนำใช้เพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยว

(3) มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ป่าบุ่งทามเคยเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งชุมชนในสมัยโบราณ

ประสิทธิ์  คุณุรัตน์ (2539) ระบุว่า ป่าบุ่งป่าทาม เป็นแหล่งความหลากหลายของระบบนิเวศ ประกอบขึ้นจากระบบนิเวศหลายประเภท ทั้งระบบนิเวศน้ำ พืชน้ำ ระบบนิเวศกึ่งบกกึ่งน้ำ  ระบบนิเวศบก ที่มีภูมิทัศน์แตกต่างกัน  สรรพสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่จึงมีความหลากหลายตามสภาพทางกายภาพของพื้นที่ รวมทั้งเป็นแหล่งสืบสานพันธุ์ของสัตว์บกและสัตว์น้ำ เนื่องจากสภาพบุ่งทามอุดมไปด้วยพุ่มไม้หนา และร่องน้ำตามแหล่งน้ำ ก็เต็มไปด้วยไม้พุ่มริมน้ำ จึงเป็นแหล่งให้สัตว์นานาชนิดได้อาศัยได้อย่างปลอดภัย

ความแตกต่างทางภูมิสันฐานและการกำหนดเรียกของท้องถิ่น

ความแตกต่างทางภูมิสันฐานของพื้นที่ทาม อันได้แก่ ภูมิประเทศที่เกิดจากอิทธิพลของกระแสน้ำหลาก      ผนวกกับการที่คนในท้องถิ่นอีสานที่มักประมวลเอาลักษณะทางภูมิศาสตร์ การใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาพื้นที่ทาม และใช้ภาษาถิ่นเป็นคำเรียกขาน จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนภายนอกที่จะเข้าใจตรงตามการสื่อความหมาย ดังคำเรียกขานภูมิสันฐานในพื้นที่ทาม ดังนี้

(1) บุ่ง-ทาม คือ พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง (Flood Plain) “ทาม” ใช้กับบริเวณทั้งหมดในพื้นที่น้ำท่วมถึง ส่วนคำว่า “บุ่ง”  ใช้เรียกบริเวณที่ลาดลุ่มที่มีน้ำแช่ขัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทาม (Low Flood Plain) พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมาย “ทาม” ว่า  ที่ริมฝั่งลำน้ำที่มีน้ำท่วมเป็นครั้งคราว  และคำว่า “บุ่ง” หมายถึง บึง

(2) กุด หรือ หลง  คือ แนวทางเดินของลำน้ำเก่า  เมื่อแม่น้ำเปลี่ยนทางเดินจะทิ้งให้ลำ

น้ำเก่ากลายสภาพเป็นแหล่งน้ำที่ตัดขาดจากลำน้ำใหม่ ซึ่งบางแห่งก็กลายสภาพเป็นหนอง บึง  และมีลักษณะโค้งคดตามรูปพรรณสันฐานของลำน้ำเดิม ในทางวิชาการเรียก “ทะเลสาบรูปแอกวัว”  (Oxbow Lake) และกุด หรือ หลงมี 2 แบบ ได้แก่ กุดที่มีน้ำขังตลอดปี ในฤดูฝน ร่องน้ำจะเชื่อมต่อกับลำน้ำใหม่ และกุดที่น้ำแห้งตื้นเขิน มีน้ำขังเฉพาะในฤดูฝน  ทางวิชาการเรียก “Oxbow Scar” กุด หรือ หลงมีอยู่เป็นจำนวนมาก  เป็นแหล่งเก็บกักน้ำที่สำคัญและเป็นแหล่งจับสัตว์น้ำของชาวบ้าน

(3) โนนทาม  ดอนทาม  คือ พื้นที่ที่สูงกว่าบริเวณอื่นในป่าบุ่งป่าทาม น้ำมักท่วมไม่ถึงมีอาณาเขตติดต่อกับกุด หนอง ฮ่อง เป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์ในฤดูน้ำหลาก พรรณพืชที่ขึ้นเป็นพืชบก เช่น ตะเคียน ยาง เป็นต้น

(4) ฮ่อง (ร่องน้ำ)   คือ ทางน้ำขนาดเล็กที่ไหลเซาะจากโนนทาม ลงสู่กุดหรือแม่น้ำ จึงเป็นลำน้ำสาขา หรือต้นน้ำของกุด หนองและแม่น้ำ

(5) หนอง คือ บริเวณที่ลุ่มต่ำมีน้ำขัง มีพื้นที่ไม่กว้างนัก ถ้ามีขนาดเล็ก เรียก บวก และเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านนิยมใช้ทำนา เรียกว่า นาบวก นาหนอง

(6) วัง  คือ บริเวณที่แม่น้ำกว้างและลึกกว่าบริเวณอื่น และยื่นเข้าไปในแผ่นดิน เช่น บริเวณที่แม่น้ำสองสายไหลบรรจบกัน

(7) เลิง คือ ที่ลาดลุ่ม ลาดต่ำลงไปสู่กุดหรือแม่น้ำ ในเลิงบางแห่งชาวบ้านกั้นคันนากักน้ำไว้ใช้ทำนาได้

(8) คุย  คู  คือ สันคันดินที่ทอดยาวขนานกับลำน้ำหรือร่องน้ำ ถ้าสันคันดินขนาดใหญ่เรียก คุย ถ้ามีขนาดเล็กเรียก คู

(9) ฮ่อม คือ บริเวณที่ลาดต่ำ อยู่ระหว่างคุย คู หรือมีเนินยาวตามแนวคุย คู คล้ายกุดแต่ไม่มีน้ำแช่ขัง

(10) มาบ คือ พื้นที่ระหว่างคูขนาดเล็ก อยู่กลางฮ่อม

(11) ดูน คือ บริเวณที่มีการสะสมของดินตะกอน จนเกิดเป็นบ่อโคลนลึกและเหนียว  มักปรากฏอยู่ตามบริเวณกลางกุด เป็นบ่อโคลนดูดและเป็นอันตรายสำหรับคนและสัตว์

(12) คำ  คือ บริเวณน้ำซับ ซึ่งซึมอยู่ตลอดปี ก่อนไหลลงสู่ฮ่อง กุด หรือแหล่งน้ำอื่นๆ

พื้นที่ทามในภาคอีสาน

จากการศึกษาของจิระ จินตนุกุล (2536)  พบว่า ในลุ่มน้ำในภาคอีสานมีพื้นที่ทามประมาณ 600,000 ไร่ พบมากที่สุดในลุ่มน้ำมูน 337,500 ไร่ ในบริเวณที่ราบลุ่มน้ำมูนตอนกลาง ในเขตอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ มหาสารคาม สุรินทร์ ร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ

 

รวมภาพ : ระบบนิเวศป่าบุ่งป่าทาม แม่น้ำมูน

ขอบคุณภาพโดย อ.วิสูตร อยู่คง นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิชาการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 และทีมงานกลุ่มสื่อเสียงคนอีสาน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง