ทาม : พื้นที่ความมั่นคงของวิถีคนลุ่มน้ำมูลตอนกลาง

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ทาม คือ อะไร ?

“ทาม” หรือ “บุ่งทาม”  คือ พื้นที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำลักษณะคล้ายลอนคลื่นสูงต่ำสลับกันไป มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่หลากหลายทั้ง  “กุด” คือทางน้ำเดิมหรือทางน้ำที่เปลี่ยนแปลงจากอิทธิพลของกระแสน้ำหลาก “หนอง” คือแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป  “ฮ่อง” คือร่องน้ำหรือทางน้ำที่เชื่อมระหว่างที่สูงลงสู่ที่ต่ำหรือจากหนอง กุด สู่ลำน้ำหลัก  “โนน” คือพื้นที่สูงมีป่าขึ้นปกคลุมสลับกับทุ่งหญ้า ลักษณะของพืชในพื้นที่ทามมีคุณสมบัติพิเศษทนต่อสภาวะน้ำท่วมและเป็นพืชที่ฟื้นตัวและเจริญเติบโตได้เร็ว ส่วนมากเป็นไม้พุ่มและมีไม้ยืนต้นเป็นบางส่วน คนท้องถิ่นจะเรียกป่าในลักษณะดังกล่าวว่า “ป่าทาม” หรือ “ป่าบุ่งป่าทาม” ช่วงฤดูฝนพื้นที่ทามจะถูกน้ำหลากเข้าท่วมและค่อยลดระดับลงไป ปลา สัตว์น้ำนานาชนิดจะอาศัยใช้พื้นที่ทามเป็นแหล่งวางไข่เพาะพันธ์และแหล่งอาศัย  ก่อนที่บางส่วนจะอพยพกลับสู่ลำน้ำหลัก ทามจึงมีลักษณะเป็นพื้นที่ชุมน้ำที่มีความอุดมสมบรูณ์ที่คนท้องถิ่นได้พึ่งพาอาศัยใช้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในการดำรงชีพ

กุดเป่ง : ป่าทามกุดเป่ง ตำบลยางคำ อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด

 

 

ภาพตัดขวางลักษณะภูมินิเวศพื้นที่บุ่งทาม : วิจัยไทบ้านราษีไศล (จันทรา ใจคำมี บรรณาธิการ ,2548)

ทาม : พื้นที่วิถีชีวิตคนลุ่มน้ำมูลตอนกลาง

“ทาม” คือ พื้นที่ที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำมูลตอนกลางเป็นอย่างมาก ตลอดรอบปีชาวบ้านจะอาศัยพึ่งพาแหล่งทรัพยากรจากพื้นที่ทามในการดำงรงชีพ  เป็นวิถีที่ถูกยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทรัพยากรในพื้นที่อย่างแยกออกจากกันไม่ขาด  รูปแบบการใช้ประโยชน์วิถีของชาวบ้านมีลักษณะที่หลากหลายแตกต่างกันออกไปตามช่วงฤดูกาล พื้นที่ และทรัพยากรที่นำมาใช้  มีความหลากหลายของวิถีภูมิปัญญาและความรู้ในการพึ่งพาอาศัยพื้นที่ทาม

“พื้นที่เกษตรกรรม”  ระดับน้ำในพื้นที่ทามและแม่น้ำมูลจะลดระดับลงเหลือเพียงในส่วนลำน้ำหลักหรือแหล่งน้ำกุด หนอง ฮ่อง  ชาวบ้านจะใช้พื้นที่ทามในการเพาะปลูก อาศัยเอาพื้นที่ราบลุ่มริมหนองหรือกุดทำนา ชาวบ้านจะเรียกการทำนาในลักษณะนี้ว่า “นาทาม” หรือ”นาหนอง” การทำนาทามจะอาศัยน้ำจากหนองน้ำบริเวณโดยรอบ  นิยมใช้ข้าวอายุสั้นเพื่อให้ทันต่อการเก็บเกี่ยวก่อนช่วงฤดูน้ำหลาก มีพันธุ์ข้าวหลากหลายสายพันธุ์(มีสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 20 สายพันธุ์)และให้ผลผลิตได้ดี จากงานวิจัย : การศึกษาสภาพแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ของป่าบุ่งป่าทามบริเวณลุ่มน้ำมูลตอนกลาง พบว่า การทำนาในพื้นที่ทามให้ผลผลิตมากกว่าการทำนาปีหรือพื้นที่นาทุ่ง  เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อไร่ และมีผลผลิตสูงสุดถึง 680 กิโลกรัมต่อไร่ อันเป็นผลมากจากปัจจัยที่สำคัญ คือ ในพื้นที่ทามมีดินที่มีความอุดมสมบรูณ์จากตะกอนดินที่ถูกพัดมาในช่วงน้ำหลาก มีแร่ธาตุอาหารสะสมอยู่ในดิน ทำให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าวได้เป็นอย่างดี (ประสิทธิ์ คุณุรัตน์ และคณะ ,2536)  ส่วนพื้นที่บนโนนทามจะใช้เป็นพื้นที่ตั้งเถียงนาและปลูกพืชไร่ระยะสั้น เช่น แตงโม แตงจริง (ภาษาไทยกลาง เรียกว่า แตงไทย) และพืชผักสวนครัวที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน ส่วนการใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นการจัดการสิทธิ์ร่วมกันของชุมชนแต่ละคนจะมีพื้นที่โนน หนอง และกุดที่เป็นกรรมสิทธิ์ถูกยอมรับกันในชุมชนเป็นมรดกตกทอดต่อกันมา การเข้าไปทำการเพาะปลูกในพื้นที่ทามชาวบ้านจะนิยมทำเถียงนาพักแรม ถึงช่วงเวลาหน้าฝนน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ทามก็จะอพยพขึ้นมาบนโคกที่ตั้งชุมชนและเข้าไปทำการเพาะปลูกใหม่ในรอบปีถัดไป

การทำนาทาม : บริเวณทุ่งทามป่าโนนยาง ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

“พื้นที่อาหาร” ทามเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่สำคัญของคนลุ่มน้ำมูลตอนกลาง  ชาวบ้านจะเข้าเก็บหาของป่ามาบริโภคในครัวเรือน  การเก็บหาของป่าในทามจะมีหลากหลายอย่างหมุนเวียนกันไปตามฤดูกาล เมื่อเริ่มเข้าสู่ฝนแรกของปีชาวบ้านจะเข้าป่าหาสับ “หน่อไม้ทาม” (ไผ่ป่า) ซึ่งมีกระจายอยู่โดยทั่วไปนำมาทำอาหาร  บางส่วนก็แปรรูปเก็บไว้กินในระยะแรมปีแรมเดือน ในช่วงเดียวกันที่ความชุ่มชื่นในผืนป่าทาม ป่าโคกมากยิ่งขึ้น “เห็ด” จะเริ่มทยอยออกดอกทั้งในพื้นที่ป่าทาม ป่ารอยต่อ(พื้นที่โคกต่อกับทาม) และป่าโคก ซึ่งมีมากมายหลายชนิดให้สามารถเก็บหาได้  นอกจากหน่อไม้และเห็ดผลผลิตจากทามอีกชนิดในช่วงเดียวกันที่นิยม คือ “ไข่มดแดง”   และยังมีผลผลิตอย่างอื่นที่หมุนเวียนให้ได้ใช้ประโยชน์ตลอดปีทั้ง มันแซง(ก.ย.-ม.ค.)  สัตว์ป่า(จำพวกนก หนู ที่สามารถหาได้ตลอดทั้งปี ช่วงที่ชุกชุมจะคือ ต.ค-ม.ค.) ผักทามหรือผักพื้นบ้าน (สามารถเก็บหาได้ตลอดทั้งปี)  และเกลือ ซึ่งในปัจจุบันเยังคงหลือชาวบ้านที่ยังต้มเกลือน้อยมากประกอบกับพื้นที่ในการขูดขี้ทา(เอียดเกลือ) ถูกน้ำเขื่อนท่วมขังถาวร ทำให้ส่วนหนึ่งหยุดต้มเกลือส่วนที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น  ผลผลิตจากพื้นที่ทามเหล่านี้สามารถเก็บหาหมุนเวียนไปได้ตลอดปี เมื่อน้ำหลากเข้าท่วมทามก็จะหมุนเวียนไปใช้ประโยชน์จากรูปแบบอื่นแทน ปัจจุบันอาหารป่าเหล่านี้นอกเหนือจะถูกนำมาเป็นอาหารในครัวเรือนยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญควบคู่ไปกับรายได้จากการทำเกษตรและหาปลา

“เห็ดผึ้งทาม”  (ภาษาไทยกลาง เรียกว่า เห็ดตับเต่า) : จากทามกุดเป่ง ตำบลยางคำ อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด​ ภาพโดย​ : นวรัตต์​ เสียงสนั่น

“พื้นที่เลี้ยงวัวควาย” ทามนอกจากเป็นพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่เก็บหาอาหารป่าทามยังเป็นทำเลชั้นดีในการเลี้ยงวัวควาย  มีความเหมาะสมของพื้นที่ทั้งแหล่งอาหารมีทุ่งหญ้ากระจายตัวโดยทั่วไปในทาม  นอกจากหญ้ายังมีไม้ทามหลายชนิดที่วัวควายชอบกินเป็นอาหาร เช่น พู้พี้  หูลิง เครือตาปลา ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรรักษาวัวควายได้อีกด้วย(หูลิง มีรสเปรี้ยวฝาดช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฝ้อของวัวควาย) มีความเหมาะสมของแหล่งน้ำ และที่พักวัวควาย  การเลี้ยงวัวควายในพื้นที่ทามจะเป็นการเลี้ยงรูปแบบปล่อยเลี้ยงไม่สนตะพาย(สนตะพายเฉพาะตัวจ่าฝูงพร้อมแขวนกะโหลง) จากการศึกษาวิจัย : ผลกระทบทางสังคมโครงการฝายราษีไศล พบว่า ช่วงก่อนมีการสร้างเขื่อนราษีไศลชุมชนโดยรอบทามราษีไศล-รัตนบุรี ครัวเรือนร้อยละ 90 เลี้ยงวัวควายเฉลี่ยครัวเรือนละ 10-30 ตัว และหลังจากมีการสร้างเขื่อนเกิดพื้นที่น้ำท่วมขังถาวร การเลี้ยงวัวในพื้นที่บุ่งทามลดลงร้อยละ 75.4 เปลี่ยนมาเลี้ยงที่บ้านเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.7 จำนวนผู้เลี้ยงวัวลดลงร้อยละ 14.9 และจำนวนผู้เลี้ยงควายลดลงร้อยละ 77.6 (สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2543) หลังจากมีการสร้างเขื่อนสัสดส่วนของผู้เลี้ยงวัวควายในพื้นที่ก็ลดจำนวนลง ส่วนคนที่ยังคงยืนหยัดก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น  เพราะพื้นที่เลี้ยงถูกแทนที่ด้วยน้ำท่วม  ไม่มีพืชอาหารที่เพียงพอต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยง ปลูกหญ้าเสริมและเปลี่ยนไปเลี้ยงในพื้นที่โคกอื่น

ควายทาม : ทามรัตนบุรี ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์​  ภาพโดย​ : นพพล​ ผิวงาม

“พื้นที่ทำประมง”ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่วิถีการทำประมงของชุมชนในพื้นที่แถบนี้  จึงเสมือนเป็นวิถีการดำรงชีพหลักที่ดำเนินควบคู่ไปกับการเกษตรกรรม การทำประมงของผู้คนในลุ่มน้ำมูลตอนกลางจะทำประมงในทุกช่วงฤดู โดยมีรูปแบบวิธีการและเครื่องมือในการทำประมงรวมทั้งพื้นที่ในการทำประมงที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงฤดูกาล เช่น ในช่วงหน้าแล้งชาวบ้านจะทำประมงในพื้นที่กุด หนอง ฮ่อง ที่ยังมีน้ำขังอยู่ในพื้นที่บุ่งทามหรือทำประมงในร่องแม่น้ำมูล และในช่วงหน้าน้ำหลากเป็นช่วงที่มีปลาชุกชุมมากชาวบ้านจะทำประมงในพื้นที่ที่น้ำหลากเข้าท่วมตามบุ่งทาม ป่าบุ่งป่าทาม และพื้นที่นาทาม ส่วนเครื่องมือที่ใช้จะแตกต่างกันออกไปตามช่วงฤดูกาลและสภาพพื้นที่ เช่น แห(ใช้ช่วงหน้าแล้ง/ตามกุด หนอง ฮ่อง) เบ็ดราว มอง และลอบ(ใช้ในช่วงน้ำมาก/พื้นที่ตามร่องน้ำหรือโดยทั่วไป) ซึ่งนอกจากรูปแบบวิธีการ เครื่องมือ และพื้นที่ในการทำประมงที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงฤดูและสภาพพื้นที่ ปลาหรือสัตว์น้ำที่สามารถจับได้ก็แตกต่างกันออกไปอีกด้วย ในช่วงหน้าแล้งส่วนใหญ่จะสามารถจับได้เป็นปลาขนาดเล็กปลาประจำถิ่น และจำพวกหอย ส่วนในช่วงหน้าน้ำหลากจะมีปลาอพยพหรือปลาขนาดใหญ่  เป็นช่วงสามารถจับปลาได้หลากหลายชนิด

หลังจากการสร้างเขื่อนราษีไศลมีการกักเก็บน้ำระบบนิเวศในพื้นที่บุ่งทามก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน พันธุ์ปลาและสัตว์น้ำต่างๆลดจำนวนลงและบางชนิดสูญหายไปหรือพบได้ยาก จากการศึกษา : ผลกระทบทางสังคมโครงการฝายราษีไศล พบว่า มีพันธุ์ปลาที่สูญหายไปหลังจากมีการกักเก็บน้ำเป็นประเภทปลาเนื้ออ่อน เช่น ปลาจอก ปลาเค้ง ปลาบักผาง ปลาเข้ ปลาขบ พันธุ์ปลาที่เหลือน้อยหรือลดลงมาก เช่น ปลาแก้ง  ปลาหมู  ปลากุ่ม  และในส่วนที่ปลาที่หาได้นำมาประกอบอาหารก็มีรสชาติเปลี่ยนไปจากเดิม (สถาบันวิจัยสังคม  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,2547) วิถีการทำประมงของชุมชนต้องเผชิญกับสภาวะความเปราะบางของทรัพยากรที่ลดจำนวนลง ในขณะที่ปัจจุบันปลาแม่น้ำมูลเป็นอาหารที่มีความต้องการเป็นอย่างมาก  การทำประมงของชาวบ้านจำเป็นต้องดำเนินไปบนความเสี่ยงทั้งจากจำนวนปลาที่ลดลงและต้นทุนการทำประมงที่สูงขึ้นในการปรับเปลี่ยนเครื่องมือเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ชาวบ้านลงกางมอง(ดักข่าย) : ทามรัตนบุรี ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์​ ภาพโดย​ : นวรัตต์​ เสียงสนั่น

“พื้นที่ใช้สอยในชีวิตประจำวัน”  พื้นที่ทามนอกจากจะถูกใช้ทำการเพาะปลูก เลี้ยงวัวควาย และพื้นที่อาหาร ทามยังคงมีส่วนสำคัญในการในดำเนินชีวิตประจำวันของคนลุ่มน้ำมูลตอนกลางทั้งในเชิงวัฒนธรรมความเชื่อ เป็นพื้นที่ของสิิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนเครารพสักการะ ใช้ในการประกอบประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน เช่น การจุดบั้งไฟถวายพระยาแถน  การแข่งเรือสวง เป็นต้น   การใช้สอยไม้ทามเพื่อทำฟืนให้พลังงานในครัวเรือนชาวบ้านแถบนี้ส่วนใหญ่อาศัยไม้ฟืนในการหุงหาอาหารเป็นหลักถึงแม้ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยแต่ฟืนยังคงถูกใช้ควบคู่กันไป นอกจากนี้พื้นที่ทามยังถูกใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาระหว่างชุมชนสองฝากแม่น้ำมูน ในอดีตใช้วิธีการเดินลัดเลาะไปตามพื้นที่ทามปัจจุบันหลังจากมีเขื่อนใช้เรือเข้ามาแทนที่  พื้นที่ทามยังเป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ของผู้คนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งชุมชนเดียวกันหรือจากชุมชนที่อยู่คนละฝากฝั่งแม่น้ำมูล  จนเป็นที่มาของเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ว่า “ได้เมียกะย่อนไปเลี้ยงควาย ไปเฮ็ดนาในทามนี้แล้ว”  ทามจึงเป็นพื้นที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำมูลตอนกลางเกือบทุกส่วน ทุกขั้นตอน

กองฟืนจากไม้ทาม : บ้านท่างาม ตำบลยางคำ อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด​ ภาพโดย​ : นวรัตต์​ เสียงสนั่น

“ทาม” ในปัจจุบันยังคงมีความสำคัญและเชื่อมโยงสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำมูลตอนกลาง หากแต่บนสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และทรัพยากรที่ชุมชนได้พึ่งพาอาศัย คนและชุมชนต้องเผชิญกับความเปราะบางจากเปลี่ยนแปลง  หลังจากมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐสร้างเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา การเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทามต้องปรับเปลี่ยนหรือบางอย่างสูญหายไปจากวิถี  พื้นที่เพาะปลูก เลี้ยงวัวควายถูกแทนที่ด้วยน้ำท่วมขัง  พื้นที่อาหารลดลง มีเพียงส่วนน้อยที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้  ความอดุมสมบรูณ์และทรัพยากรท้องถิ่นที่ลดน้อยลงสวนทางกับความต้องการและการใช้ประโยชน์ที่เข้มข้นมากขึ้น

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง