หอมแดงอินทรีย์ราษีไศล “ทางรอดผู้ปลูกหอมแดงฝ่ากระแสการผลิตสมัยใหม่”

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

หอมแดงเป็นของดีขึ้นชื่อประจำจังหวัดศรีสะเกษที่ใครๆต่างรู้จัก เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายให้เกษตรกรมากกว่าการทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ แม้เป็นพืชสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่ต้นทุนในการปลูกและดูแลรักษาก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน ที่สำคัญหอมแดงยังคงถูกกำหนดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้เกษตรกรแบกรับความเสี่ยงเรื่องต้นทุนไว้ทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมดินเตรียมแปลงไปจนถึงการลงทุนกับปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารกันเชื้อรา ปุ๋ยเคมี  ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตหอมแดง อาจกล่าวได้ว่าสภาพอากาศแทบจะเป็นตัวชี้ขาดปริมาณผลผลิตในปีนั้นเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ผลจากการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้หอมแดงจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย จีน เข้ามาแบ่งพื้นที่ทางการตลาดหอมแดงในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตามหอมแดงของศรีสะเกษก็ยังคงเป็นที่ต้องการมากอาจเป็นเพราะมีจุดแข็งเรื่องรสชาติ กลิ่นหอมฉุน และสีแดงสวย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และต่างจากหอมแดงในภูมิภาคอื่นๆ จังหวัดศรีสะเกษนอกจากเป็นแหล่งปลูกหอมแดงแหล่งใหญ่แล้ว ตลาดการซื้อขายหอมแดงที่นี่ยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย จากข้อมูลศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดสุรินทร์พบว่าในปี 2557-2558 จังหวัดศรีสะเกษ มีเกษตรกรที่ปลูกหอมแดง 7,900 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 28,600 ไร่ แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ที่ อำเภอราษีไศล อำเภอขุขันธ์ อำเภอยางชุมน้อย อำเภอวังหินและอำเภอกันทรารมย์ ตีเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 93,000 ล้านบาท ในปีการผลิต 2559 /2560 มีแนวโน้มว่าหอมแดงศรีสะเกษจะมีการผลิตเพิ่มมากขึ้นประมาณ ร้อยละ 25 หรือ 24,000 ไร่

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านี้ หอมแดงเป็นพืชที่ปลูกเพื่อยังชีพสำหรับเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาหารภายครัวเรือนหรือแลกเปลี่ยนแทนการซื้อขาย เช่น นำหอมแดงไปแลกข้าว แลกปลาแดก ผักและอื่นๆ จนกระทั่งได้เริ่มมีการซื้อขายเป็นรายไได้ทางการเงินทำให้หอมแดงกลายเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกอย่างแพร่หลาย และมุ่งไปที่การผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจนับว่าเป็นแรงจูงใจที่ดีพอสำหรับการขยายฐานการผลิตของเกษตรกร ในช่วงปี 2530 จนถึงปัจจุบัน เกิดการขยายพื้นที่ปลูกหอมอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้เกิดการบุกเบิกจับจองพื้นที่สาธารณะเพื่อปลูกหอมแดง เมื่อการผลิตขยายตัวมากขึ้น ย่อมส่งผลให้รูปแบบการผลิตเปลี่ยนไปด้วย โดยการนำเอาเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่มาแทนแรงงานคนเพื่อช่วยทุ่นแรงและทุ่นเวลา  การใช้สารเคมีในกระบวนการปลูก เช่น ก่อนการไถพรวนเตรียมดินจะต้องกำจัดหญ้าในแปลงเสียก่อน เกษตรกรเลือกที่จะให้ยาฆ่าหญ้าเป็นคำตอบของการกำจัดวัชพืช นอกจากนี้ในขั้นตอนบำรุงรักษาจะใช้วิธีการฉีดพ่นสารเคมี ตั้งแต่เริ่มปักหัวหอมลงดินด้วยจำนวนที่นับครั้งไม่ถ้วนซึ่งปริมาณการใช้สารเคมีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาวะการแพร่กระจายของโรคหรือแมลงศัตรูพืช เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงในพื้นที่ตำบลส้มป่อย อ.ราษีไศล ได้ให้ข้อมูลว่าในนปีที่สภาพอากาศหนาวเย็น โอกาสที่หอมแดงจะเกิดโรคมีน้อยจะทำให้ได้ผลผลิตดีเกษตรกรแทบไม่ต้องฉีดพ่นสารเคมีใดๆแต่หากอากาศร้อน หรือฝนตกชุกลงมาในช่วงที่หอมกำลังเป็นต้นอ่อนหอมจะเป็นโรคได้ง่ายและเมื่อเป็นแล้วจะลุกลามเร็วมากจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีอย่างหนักในกระบวนการปลูก ด้านแรงงาน เดิมวัฒนธรรมที่อาศัยระบบคุณค่าไม่ได้มีการว่าจ้างเหมือนในปัจจุบันนี้ เพียงแค่อาศัยแรงงานภายในครอบครัว และเพื่อนบ้านผลัดลงแรงช่วยกันปลูกเป็นทั้งฤดูกาลทำนาและฤดูการปลูกหอม แต่ปัจจุบันปรากฏการณ์นี้ค่อยๆหายไปและถูกแทนที่ด้วยการจ้างแรงงาน ด้วยการเหมารายแปลงทั้งในขั้นตอนของการปลูกและขั้นตอนการเก็บกู้ หอมแดงในยุคที่กระบวนการผลิตเป็นไปเพื่อตอบสนองตลาดเชิงพาณิชย์ ท่ามกลางกระแสการผลิตสมัยใหม่นี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าจะส่งผลกระทบอย่างน้อย 3 ประเด็นคือ

1.เรื่องสุขภาพ

แน่นอนว่ากระบวนการผลิตดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเกษตรกรข้อมูลการสุ่มเจาะตรวจเลือดเกษตรกรที่ปลูกหอมแดงในพื้นที่ตำบลส้มป่อยทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 50% พบว่าเกษตรกรมีสารเคมีตกค้างในเลือดคิดเป็นร้อยละ 74% โดยการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลส้มป่อยพบว่าส่วนใหญ่สัมผัสสารเคมีโดยตรงจากการฉีดพ่นในแปลงหอม การไม่ป้องกันตัวเองเมื่อต้องใช้สารเคมี นอกจากนี้ ยังพบสารเคมีตกค้างในเลือดของผู้สูงอายุซึ่งคนเหล่านี้จะรับจ้างมัดหอมและสัมผัสหอมแดงในแต่ละวันไม่ต่ำกว่าวันละ 300 กิโลกรัม อัตราการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับเพศชายที่อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 50 ปีลง มา และนอกจากอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว พบว่าคนในพื้นที่มาขอรับการรักษาด้วยอาการแผลผิวหนังเน่ามากขึ้นด้วยเช่นกัน

2 เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การใช้สารเคมีเพื่อช่วยในการเพิ่มปริมาณผลผลิตอย่างเข้มข้นและยาวนาน ตั้งแต่กระบวนการเก็บเมล็ดพันธุ์ การปลูก การบำรุงรักษาไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้คุณภาพดิน เสื่อมลง คุณภาพน้ำใต้ดินและแหล่งน้ำตามธรรมชาติเกิดการปนเปื้อน อีกทั้งยังส่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศองค์รวม เช่น การใช้ยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลง จะทำลายทั้งพืชและสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ การลดลงของทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่ สาธารณะ สัมพันธ์กับข้อมูลที่บอกว่าพื้นที่การผลิหอมแดงมีปริมาณมากขึ้นพบปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะเพื่อทำแปลงปลูกหอม แม้ปัจจุบันยังพอมีการใช้ประโยชน์จากป่าอยู่บ้างแต่ก็นับว่าลดลงจากเดิมมาก

3 เรื่องเศรษฐกิจ

การที่หอมแดงถูกทำให้กลายเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดและได้กำไรสูงสุดกลับย้อนแย้งกันในทางกลไกราคาตลาดที่ต้องถูกกำหนดด้วยพ่อค้าเท่านั้น เกษตรต้องจำยอมและต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ตัวเลขต้นทุนการปลูกหอมจากเวทีระดมข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกหอมในพื้นที่ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 38,500 บาท/ไร่ สามารถแจงเป็นรายละเอียดได้ดังนี้

– ค่าแรงคนฉีดยาฆ่าหญ้า 500 บาท
– ค่าไถปั่นเตรียมแปลงอย่างน้อย 6 ครั้ง 3,000 บาท
– ค่าพันธุ์หอม 200 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 100 เป็นเงิน 20,000 บาท
– ค่าจ้างเหมาแรงงาน 2,000 ต่อไร่
– ค่าจ้างฉีดยาคลุมหญ้า 200 ต่อไร่
– ค่าฟางคลุมหอมใช้ 40 ก้อนต่อไร่ เป็นเงิน 1200 บาท
– ค่าปุ๋ย 3000-4000
– ค่ากู้หอม 4000 ไร่

 

ตัวเลขต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงมากหากเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวหรือพืชชนิดอื่น ซึ่งหากผลผลิตหอมแดงเป็นไปตามความคาดหมายโดยเฉลี่ย 4 ตันต่อไร่ เกษตรกรจะต้องขายหอมสด (หอมเขียวกู้จากแปลง) ให้ได้ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท ขึ้นไป เมื่อหักต้นทุนอย่างง่ายเกษตรกรจะมีกำไรไร่ละ 21,500 บาท ซึ่งการคิดต้นทุนจำนวนนี้ได้บวกรวมค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงไว้แล้ว หากได้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 15 บาทจะขาดทุน แต่เกษตรกรมักจะไม่ได้คิดต้นทุนอย่างละเอียด คิดว่าขายได้มากกว่าต้นทุนไม่ว่าจะมากหรือน้อยส่วนนั้นคือกำไร

ช่องทางการทำตลาด

หอมแดงโดยทั่วไปเกษตรกรขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อในหมู่บ้าน โดยทำการประเมินผลผลิตและตีราคาหอม เกษตรกรพอใจราคาก็ทำการซื้อขายช่องทางนี้เกษตรกรอาจสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้หากเป็นหอมแดงรุ่นแรกๆของปีการผลิตนั้น หมายความว่าผลผลิตหอมแดงที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนก็จะขายได้ในราคาดี แต่ปรากฏการณ์นี้ค่อนข้างพบได้น้อยในพื้นที่อำเภอราษีไศลส่วนมากการขายหอมลักษณะนี้มีมากในพื้นที่อำเภอยางชุมน้อย สายพันธุ์หอมแดงที่นิยมปลูกเกษตรกรใช้เป็นพันธุ์ลำพูนซึ่งปลูกในช่วงเดือนตุลาคม มีคุณสมบัติทนฝนได้ดี แต่ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 60 วันก็สามารถกู้ขายได้ หรือหากไม่อยากขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อ เกษตรกรก็จะบรรทุกไปขายเองที่ตลาดท่าเรือ แต่โดยมากเกษตรกรจะขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อถึงหมู่บ้าน รูปแบบการขายหอมแดงก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรอยากจะขายในรูปแบบไหน เช่น

“ขายหอมเขียวหรือหอมสด” หมายความว่าเมื่อพ่อค้ามาทำการประเมินผลผลิตแล้ว เกษตรกรก็จะเก็บกู้หอมแดงทั้งหมดขึ้นจากแปลงนำไปชั่งน้ำหนักแล้วคิดเงินตามน้ำหนักหอมที่ได้ ข้อดีของการขายหอมเขียวก็คือ เกษตรกรไม่ต้องแบกความเสี่ยงเรื่องการการนำหอมมาแขวนตากซึ่งในกระบวนการตากนี้จะทำให้น้ำหนักหอมแดงลดลงจากหอมเขียวหลายเท่าตัวคือลดลงมากกว่าครึ่งของหอมที่กู้ได้

“หอมปึ๋ง” หมายความว่าขายหอมแดงที่กู้จากแปลงแล้วนำมาแขวนจนแห้งแต่ยังไม่ได้ทำการมัดจุกก็นำลงมาขายสำหรับข้อดีของการขายแบหอมปึ๋งคือไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการจ้าง มัดแต่งจุกและราคาจะสูงกว่าการขายหอมเขียวเล็กน้อย แต่ก็จะมีข้อเสียตรงที่หอมแดงที่กู้มาเพื่อรอจำหน่ายเป็นหอมปึ๋งนั้นน้ำหนักและปริมาณจะลดลง

“หอมมัดแต่งจุก” หมายความว่า เกษตรกรต้องกู้หอมขึ้นมาจากแปลงตากให้หอมแห้งสนิทต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 7-14 วันหากอากาศปลอดโปร่ง จากนั้นนำมามัดแต่งจุกให้ สวยงาม ส่งขายให้พ่อค้า ราคาหอมมัดแต่งจุกอยู่ที่กิโลกรัมละ 25-28 บาท ส่วนมากเกษตรกรจะนิยมขายเป็นหอมเขียวหรือ หอมสดมากกว่า โดยให้เหตุผลว่าแม้จะขายได้ราคาที่ไม่สูงเท่าหอมปึ๋งและหอมมัดจุกแต่หากคิดคำนวณขั้นตอนและค่า การจัดการแล้ว การหอมเขียวได้กำไรมากกว่าและการจัดการก็น้อยกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของราคาหอมแดงในแต่ละวันแต่ละชั่วโมง ผู้เขียนเปรียบเทียบการซื้อขายหอมแดงเหมือนการซื้อขายหุ้น เพราะเมื่อถึงฤดูกาล ซื้อขายจะมีพ่อค้าจากทั่วประเทศมาทำการประเมินราคาซื้อหอม เปลี่ยนจากตลาดหุ้นเป็นตลาดหอมแดง จึงเป็น เหตุผลที่ทำให้ราคาหอมแดงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา คือ ช่วงเช้าอีกราคาหนึ่ง ช่วงสายก็อีกราคาหนึ่ง ช่วงบ่ายเป็นอีกราคา หนึ่ง

“หอมมาม่า” เป็นหอมแดงล๊อตสุดท้ายที่เหลือจากการจำหน่ายและคุณภาพไม่ดีนักที่เรียกว่าหอม มาม่า นั่นเป็น.เพราะตลาดที่รับซื้อเป็นโรงงานอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่นำเอาหอมแดงเหล่านี้ไปทำเป็นเครื่องปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง

การทำให้หอมแดงกลายเป็นสินค้า

การเปลี่ยนแปลงจากการแลกเปลี่ยนแบบต่างตอบแทนกลายมาเป็นตลาดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้หอมแดงกลายเป็นสินค้า การผลิตหอมแดงตกอยู่ในวงจรการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ซึ่งต้องลงทุนสูง แต่ราคากลับไม่แน่นอนทำให้เกิดภาวะเสี่ยงสูงในการลงทุนเช่นกัน ภาวะเช่นนี้นำไปสู่การต้องการแรงงานที่สูงเพื่อการผลิต ภาวะเช่นนี้ทำให้แรงงานกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด (เสรีนิยมใหม่ในเศรษฐกิจอีสาน : 117)
บริบทการผลิตโดยเป็นไปเพื่อตอบสนองตลาดเชิงพาณิชย์ นำพาเอาความสัมพันธ์ของคนในชุมชนเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ปรากฏการณ์ด้านแรงงานเปลี่ยนไปจากเดิม ที่เคยลงแรงช่วยกันเปลี่ยนเป็นการรับจ้างซึ่งแรงงานลักษณะดังกล่าวมีบทบาทมากขึ้นต่อกระบวนการผลิต เกิดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างผู้ผลิตและผู้ถือครองปัจจัยการผลิตเพื่อหวังผลด้านการตลาด ที่มักจูงใจเกษตรกรส่งตัวแทนเข้ามาทำความคุ้นเคยผ่านกิจกรรมต่างๆในชุมชนเช่นการแสดงการละเล่นและมีการเสี่ยงโชคจับรางวัล จัดงานเลี้ยง รางวัลที่ได้เป็นปุ๋ย ยาฆ่าแมลงสารเร่งการเจริญเติบโต ระบบเกษตรเชิงพาณิชย์มุ่งหวังเพียงผลกำไรสูงสุด ไม่ได้มีความเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ผลิตอีกทั้งตัวเกษตรกรก็ไม่ได้ตระหนักต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค มีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่คือเกษตรที่ปลูกหอมแดงจะไม่บริโภคหอมที่ตนเองปลูก โดยเกษตรกรจะมีแปลงสำหรับปลูกหอมไว้บริโภคในครัวเรือนแยกต่างหากจากแปลงที่ผลิตเพื่อขายทั่วไป

บทเรียนการส่งเสริมหอมแดงอินทรีย์ราษีไศลท่ามกลางกระแสการผลิตสมัยใหม่

เมื่อวิเคราะห์ศักยภาพชุมชน พบทั้งปัญหา และโอกาสในเวลาเดียวกัน ปี 2557 ผู้เขียนและคณะทำงานแผนลดและแก้ไขผลกระทบจากฝายหัวนาจึงเสนอแนวคิดการปลูกหอมแดงปลอดสารเคมี โดยใช้หลักการเกษตรอินทรีย์ อธิบายระบบการผลิตที่มีความหลากหลาย ไม่ทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ปฏิเสธการจำหน่ายสินค้าและเกิดระบบการค้าที่เป็นธรรม  นับเป็นความท้าทายต่อตัวเกษตรกรและคนที่เข้าไปทำกระบวนการหนุนเสริมในระยะเริ่มต้นเน้นการทำงานแนวความคิดกับเกษตรกร โดยอบรมให้ความรู้เรื่องแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ จัดศึกษาดูงานในแปลงรูปธรรม เพื่อให้เกิดความมั่นใจใน แนวทางหอมอินทรีย์ว่าเป็นคำตอบของความยั่งยืน ในขณะเดียวกันเสียงของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีความเห็นว่า การปลูกหอมอินทรีย์นั้นมีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวต่อโรคและสภาพอากาศที่แปรปรวน นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีเกษตรกรเพียง 8 ครอบครัวเท่านั้นสมัครใจที่จะปลูกแบบปลอดสารเคมี และทดลอง ปฏิบัติการจริงในพื้นที่ เราทำงานส่งเสริมไปพร้อมกับการสร้างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์โดยมีกติกากลุ่มเพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานการรับรองโดยชุมชนมีส่วนร่วม PGS จัดตั้งคณะกรรมการติดตามลงเยี่ยมแปลง ให้คำแนะนำทั้งเรื่องเทคนิคและกำลังใจ ทำการตกลงรับซื้อหอมแดงจากเกษตรกรทั้ง 8 รายใน รูปแบบหอมมัดแต่งจุกในราคากิโลกรัมละ 33 บาท รวมทั้งศึกษาเส้นทางการตลาด วิเคราะห์เป้าหมายและความต้องการของผู้บริโภค ระหว่างทางการการผลิตหอมปลอดสารพิษในปีการผลิต 2557 จากเกษตรกร 8 ครอบครัวบางครอบครัวล้มเลิกกลางทางโดยให้เหตุผลว่าไม่อาจต้านทานเสียงของคนในครอบครัวได้ บางรายถอดใจและทนไม่ได้ที่ต้องเห็นแปลงหอมเต็มไปด้วยวัชพืช หลงเหลือเกษตรกรเพียง 3 ครอบครัวเท่านั้น ที่สามารถฝ่ากระแสระบบการผลิตสมัยใหม่ จนมีผลผลิตเป็นหอมแดงปลอดสารพิษออกมาจำหน่ายให้กับคนที่รักสุขภาพ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชม เสียงเชียร์ จากปากต่อปากของผู้ที่ลองลิ้มชิมรสหอมแดงปลอดสารเคมี หอมแดงที่ราษีไศลโดยเฉพาะเป็นหอมที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีนั้นมีคุณภาพและมีเอกลักษณ์เฉพาะ บทเรียนที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรทั้งกลุ่มแรก เป็นเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการปลูกหอมแดงเคมีมาเป็นระยะเวลานาน แม้ราคาสินค้าเป็นแรงจูงใจให้เกิดการทดลองผลิตก็จริงแต่กระบวนการติดตามหนุนเสริมอย่างสม่ำเสมอทั้งด้านเทคนิคและแนวคิด จะเป็นปัจจัยสำคัญในการที่เกษตรกรเชื่อมั่นและกล้าที่จะนำไปสู่ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต เกษตรกรกลุ่มที่2 กลุ่มนายทรงศักดิ์ โคษา,นายบุญตา สังเกต,นายประเทือง โพธิ์งาม ทั้งสามคน เป็นเกษตรกรที่มีชุดประสบการณ์ทำเกษตรที่ต่างกัน ยกตัวอย่าง นายประเทือง ที่ทำการผลิตแบบไม่ใช้สารเคมีมานานแล้วเนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงทำให้สุขภาพย่ำแย่ประกอบกับได้เป็นส่วนหนึ่งของงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพิษภัยสารเคมีจึงได้รับความรู้และปฏิเสธระบบการผลิตเคมีและหันมาทำเกษตรอินทรีย์มาเป็นระยะเวลากว่าสิบปีแล้ว นอกจากหอมแดงในแปลงเกษตรของนายประเทือง มีการปลูกพืชหลากหลาย ได้ผลผลิตดีเนื่องจากคุณภาพดินที่ดีและนิเวศที่เกื้อหนุนการเติบโตของพืช
นายบุญตา สังเกต เป็นเกษตรกรที่ทำการผลิตแบบพึ่งพาสารเคมีแต่เนื่องจากพี่สะไภ้เป็นข้าราชการให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและสนใจการทำเกษตรอินทรีย์อีกทั้งภรรยาก็มีความเห็นว่าอยากทดลองปรับเปลี่ยนจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้นายบุญตาเข้ามาเป็นสมาชิกของโครงการและทำการผลิตหอมแดงปลอดสารพิษมาเป็นระยะเวลา 3 ปี แล้ว นอกจากหอมแดง นายบุญตายังเป็นสมาชิกกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพโดยวิธีการดำนาต้นเดียว นายทรงศักดิ์ โคษา เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อายุน้อยและมีความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีบวกกับเป็นคนที่ชอบศึกษาเรียนรู้เรื่องงานเกษตรอินทรีย์มักจะมีข้อมูลใหม่ๆมาใช้เสมอสำหรับการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ตัวนายทรงศักดิ์จะตระหนักดีว่าเกษตรอินทรีย์คือทางรอดของเกษตรกรรายย่อยแต่กลับถูกคนในครอบครัวคัดค้านการปลูกแบบปลอดสารพิษ

อย่างไรก็ตามเส้นทางหอมแดงอินทรีย์ราศีไศลยังคงเดินทางและท้าทายฝ่ากระแสการผลิตสมัยใหม่ เกษตรกรทั้ง 3 ครอบครัวยังคงดำเนินการผลิตหอมแดงอินทรีย์ต่อไปพร้อมๆกับการทำการผลิตที่หลากหลายในแปลง การปลูกหอมแดงอินทรีย์อาจไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะตอบสนองเกษตรรายได้เป็นกอบเป็นกรรมแก่เกษตรกรเพราะการผลิตเห็นผลช้าอีกทั้งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าตราบใดที่พ่อค้ายังเป็นคนกำหนดราคาผลผลิต เกษตรกรรายย่อยไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตอีกต่อไป บวกกับนโยบายด้านการเกษตรที่เอื้อประโยชน์ต่อระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบชุมชนและทรัพยากร การปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อย

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง