อำพรรณ จันทะศร “ปลูกให้เป็น แปรรูปให้ได้ ก็จะขายดีและมีกำลังใจ”

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

อำพรรณ จันทะศร
ที่อยู่ ๘ หมู่ ๑๑ ตำบลด่าน อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

อำพรรณ จันทะศร หรือพี่ศรี หนึ่งในกรรมการมาตรฐานเกษตรอินทรีย์คนทาม และเป็นทั้งแม่ค้าตลาดสีเขียวราษีไศล อาชีพหลักเป็นเกษตรกร เดิมทำนาปลูกข้าวหลังหน้านาปลูกพริกเริ่มจากปลูกน้อยๆ พอได้เก็บขายเป็นรายได้เสริม เห็นว่าราคาดีจึงอยากปลูกให้มากขึ้นอยากขายให้ได้เงินมากขึ้น ถึงกับลงทุนถมที่ใหม่เพื่อปลูกเพิ่ม แต่ก็พบว่าพริกเป็นพืชที่ปลูกแล้วต้องมีเวลาดูแลเอาใจใส่ต้องใช้สารเคมีปริมาณมาก แต่เราไม่มีทั้งเวลาและเงินซื้อสารเคมีพื้นที่ปลูกมากขึ้นปริมาณผลผลิตก็มากขึ้นตามไปด้วย เริ่มมีต้นทุนการจ้างแรงงานเพิ่ม แต่ราคาพริกไม่คงที่ ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ สุดท้ายขาดทุน ไม่ได้อะไร แรงจูงใจเรื่องราคาผลผลิตเข้ามาทำให้ต้องตัดสินใจลงทุนปลูกพืชเชิงเดี่ยวอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นมันสำปะหลัง เห็นว่าราคาดี ไม่ต้องดูแลมากจึงตัดสินใจปลูก ประกอบกับตอนนั้นมีแหล่งรับซื้อ แต่สุดท้ายเราก็ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ที่สำคัญคือขายผลผลิตได้ปีละครั้งเท่านั้น สรุปได้ว่าการการปลูกพืชเชิงเดี่ยวนอกจากจะไม่สามารถกำหนดราคาเองได้แล้ว ไม่ได้ทำให้หลุดจากภาวะหนี้สินได้จริง เพราะต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงมาก ปี ๒๕๔๕ โครงการทามมูลเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน เข้ามาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์เริ่มรู้จักคำว่า เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ตอนนั้น

๒๕๕๒ เริ่มปรับเปลี่ยนการผลิตเพราะสามีป่วย ประกอบกับได้เข้ามาเป็นกรรมการกองทุนสวัสดิการทำให้ทราบว่าการเสียชีวิตของสมาชิกร้อยละเจ็ดสิบมีสาเหตุมาจากโรคมะเร็ง  จึงต้องทบทวนตัวเองอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีจะได้ผลผลิต การได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการทำให้ได้มีโอกาสไปเรียนรู้ตามที่ต่างๆ รวมทั้งเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์และการทำตลาดจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคตะวันออกจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นกลุ่มแรกๆที่ริเริ่มเรื่องงานตลาดอาหารปลอดภัยในประเทศ ไปมาแล้วทำให้ต้องคิดใหม่!!! คิดว่าถ้าเขาทำได้เราก็ทำได้

ถึงอย่างนั้นก็เกิดความขัดแย้งเรื่องแนวคิดกับสามี กลับมาทำนาอินทรีย์ปีแรกสามีเป็นคนเริ่มทำก่อนพี่ศรียังคงมีความคิดเช่นเดิม “ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ได้ข้าว” แต่เมื่อคิดต้นทุนกลับทำให้เห็นว่าถึงแม้ว่าผลผลิตจะลดลงแต่ต้นทุนเราลดลงด้วย

๒๕๕๗ เริ่มจริงจังกับการผลิตมากขึ้นเพราะว่ามีตลาดเป็นของตัวเองจากที่เคยปลูกแล้วไม่ได้ขาย ตอนนี้ปลูกแล้วได้ขายที่สำคัญได้กำหนดราคาสินค้าด้วยตัวเอง เรียนรู้จากผู้บริโภคปรับปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคต่างๆเพื่อปลูกผักให้ได้ตามความต้องการ ขายของไปได้สักระยะเริ่มเรียนรู้เรื่องการแปรูปอาหารจากผู้บริโภคอีกเช่นเคย เริ่มมีการนำเอาอาหารปรุงสุกมาจำหน่าย เมนูลวกผักตำน้ำพริกถือว่าเป็นเมนูเด็ดขายดีของร้านด้วยฝีมือการตำน้ำพริกของพี่ศรีและลวกผักสดๆจากสวนทำให้ลูกค้าติดใจ ขยับมาที่ปลาแม่น้ำมูนซึ่งหาได้ไม่ยากนักเพราะจัดว่าอยู่ในแหล่งที่มีปลาเยอะพอสมควร เริ่มรู้จักการทำปลาตากแห้งทอดกรอบ แรกๆขายได้เงินไม่มากแต่ภูมิใจ ประสบการณ์การการเป็นแม่ค้าตลาดสีเขียว ตั้งแต่ปี 2557 ทำให้พี่ศรีสามารถวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าได้ว่าต้องการอะไร

“ปลูกพืชหลากหลายสร้างความสมดุลในแปลงเกษตร”

แนวคิดที่เกิดจากประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์มานาน การปลูกพืชหลากหลายก็เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นหลักการของเกษตรอินทรีย์ นอกจากการไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในแปลงเกษตรแล้วความหลากหลายของพืชแต่ละชนิดจะช่วยสร้างความสมดุลในแปลงช่วยจัดการเรื่องแมลงศัตรูพืช ช่วยให้ดินดีขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีในการช่วยกำจัด ที่สำคัญคือหากเราสามารถมีพันธุ์พืชที่ได้จากธรรมชาติ หรือไม่ผ่านกระบวนการตัดแต่งพันธุกรรมมาปลูกในดินที่ถูกบำรุงอย่างดีแล้วจะได้ต้นพืชที่มีความแข็งแรงทนต่อโรคและวัชพืช

การจัดการแปลงเกษตรในแบบของพี่ศรีจะไม่กำจัดหญ้าเหมือนกับคนอื่นๆเพราะถือว่าหญ้าคือพืชที่ช่วยคลุมหน้าดินสร้างความชุมชื่นภายในแปลง  สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งหากจะริเริ่มหรือปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ก็คือ การเลี้ยงปศุสัตว์ พี่ศรีเลี้ยงไก่บ้านสามสายเลือดและไก่ไข่ไว้ไม่เน้นขายแต่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือนและเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยคอก ใช้วิธีการเลี้ยงแบบพื้นบ้านไม่ขัง ให้อาหารที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ต้นกล้วย ผักตบชวา เศษผักหรือผลไม้ หญ้าขึ้นอยู่ในแปลง นอกจากจะเป็นการกำจัดวัชพืชแล้วยังลดต้นทุนอาหารไปในคราวเดียวกัน ผลลัพธ์ี่ได้ดีเกินคาด ได้ไก่เนื้อและไข่ไก่สุขภาพดีและมีรสชาติอร่อย

“การตลาดนำการผลิต”  ๒๕๕๖ ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนหัวนา-ราษีไศลปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์และจัดตั้งตลาดสีเขียวขึ้นในปี ๒๕๕๗ เพื่อเป็นตลาดทางเลือกของ ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ จากเดิมที่ไม่เคยได้มีโอกาสในการเป็นผู้ขายและผู้กำหนดราคาสินค้า ปัจจุบัน แปลงเกษตรผสมผสานเนื้อที่ ๓ ไร่กว่า มีผลผลิตหลากหลายหมุนเวียนไปจำหน่ายให้ผู้บริโภคในแต่ละอาทิตย์ไม่ซ้ำกัน ที่สำคัญสามารถตั้งราคาสินค้าได้เอง ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของการทำเกษตร นี่คือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของพี่ศรีและเพื่อนเกษตรกรอีก ๒๕ ครอบครัว

การเปิดตลาดสีเขียวราษีไศลกระตุ้นให้เกิดการสร้างฐานการผลิตในแปลงเกษตรของตนเอง สมาชิกหลายรายจากที่เคยไม่มั่นใจเรื่องตลาดก็เริ่มหันมาให้ความสนใจผลิตมากขึ้น จริงจังกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าที่สมาชิกผลิตขึ้นในแปลงและส่วนหนึ่งเป็นสินค้าที่หาได้จากป่าทาม เช่น เห็ด หน่อไม้ ปลาแม่น้ำมูน นอกจากอาหารจากป่าทามที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว พืชต่างถิ่นอย่างผักกูดกลายเป็นสินค้าใหม่ขายดี ซึ่งหลายคน เข้าใจว่าผักกูดจะสามารถปลูกได้เฉพาะถิ่นกำเนิดเท่านั้น แต่รอบครัวพี่ศรี และ ผญ.อาทิตย์ (สมาชิกอีกหนึ่งราย)ได้นำมาทดลองปลูกในปรากฎว่าปลูกได้ผลดี แม้คุณภาพของดินและสภาพแวดล้อมจะต่างจากแหล่งกำเนิด แต่สามารถปลูกได้โดยการปรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ปลูกในที่ร่ม รดน้ำสม่ำเสมอ ระยะแรกขายไม่ได้เพราะผู้บริโภคยังไม่รู้จักผักชนิดนี้ พี่ศรีใช้วิธีการสื่อสารให้ข้อมูลเรื่องคุณประโยชน์และวิธีการนำไปปรุงอาหาร จนกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่เข้ามาช่วยเพิ่มตัวเลือกให้ ผู้บริโภคได้เลือกซื้อกันมากขึ้น

การพัฒนาพันธุ์ข้าวเป็นอีกเรื่องที่พี่ศรีพยายามปรับเปลี่ยนวิถีผลิต จากแต่ก่อนทำนาหว่านเปลี่ยนมาทำนาดำ ให้เหตุผลว่านาหว่านสะดวกก็จริงแต่ต้นทุนสูง วัชพืชเยอะ ต้องใช้สารเคมี ราคาผลผลิตไม่เป็นไปตามคาดหวัง ปี ๒๕๕๗ เรียนรู้เรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ทำให้ได้รู้ว่าสถานการณ์ข้าวไทยอยู่ในช่วงวิกฤติ คู่แข่งทางการค้ามีมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว กัมพูชา แม้แต่เวียดนาม สามารถปลูกข้าวขายอีกทั้งคุณภาพข้าวก็มีความใกล้เคียงกับข้าวไทยโดยใช้กระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญต้นทุนในภาคการผลิตน้อยกว่า พี่ศรีจึงพบว่าการทำนาแบบเดิมๆจึงไม่ใช่ทางออกของครอบครัวหรือเกษตรกรรายย่อยอย่างเราอีกต่อไป การปรับตัวเรื่องการทำนาจึงเกิดขึ้นอีกครั้งโดยหันมาปลูกข้าวอินทรีย์แบบลดต้นทุน เริ่มจากผลิตเมล็ดพันธุ์ในปีแรกด้วยกระบวนการดำนาต้นเดียว ใช้พันธุ์ข้าวก่ำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่มีอยู่เดิม ขยายพื้นที่เพิ่มสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน มีทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ปัจจุบันมีสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน มากกว่า ๗ สายพันธุ์ มีความพยายามจะพัฒนาให้เป็นแปลงที่รวบรวมสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ผลผลิตข้าวจึงเป็นอีกหนึ่งสินค้าทีขายดีของครอบครัว โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนเมืองและผู้บริโภคที่เข้าถึงข้อมูลเรื่องคุณประโยชน์ของข้าวพื้นบ้าน พี่ศรีจะมีข้าวพื้นบ้านไว้สำหรับขายตลาดสีเขียวตลอดทั้งปีเพราะว่าปลูกข้าวหลายสายพันธุ์ หลายช่วงอายุ

 

 

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง