ป่าบุ่ง ป่าทาม มดลูกของแม่น้ำอีสาน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
“ต้นไข่นุ่น” เป็นแหล่งอาศัยหลบภัย เพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ และเลี้ยงลูกอ่อน

พื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่บกและพื้นที่น้ำซึ่งภาษาวิชาการเรียกกัน ว่า พื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติมากมาย นานัปการ โดยที่พื้นที่บริเวณนี้เป็นโซนที่เชื่อมประสานระหว่างบกและน้ำ วิวัฒนาการต่างๆจึงเกิดขึ้นอย่างงต่อเนื่องมาเป็นเวลานานสร้างความหลากหลาย ทางชีวภาพสูงกว่าในบริเวณอื่นและให้ผลิตผลที่มนุษย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ อย่างมากมาย

พื้นที่ชุมน้ำในลักษณะต่างตามที่ราบลุ่มได้ช่วยเก็บกักรักษาน้ำให้มีคุณภาพดีและมีใช้ได้โดยไม่ขาดแคลน ในขณะเดียวกันพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ก็เป็นแหล่งรวมของพืชและสัตว์นานาชนิด และที่สำคัญคือเป็นที่ขยายพันธุ์และเลี้ยงตัวอ่อนต่างๆ ทั้งสัตว์จำพวกนก สัตว์บก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก และสัตว์น้ำ ก่อนที่จะกระจายออกไปสู่บริเวณอื่นๆ อีกต่อไป

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่กว้างใหญ่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำที่สำคัญๆ คือแม่น้ำโขง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล พื้นที่ชุมน้ำในลักษณะนี้ได้แก่ บริเวณลำน้ำในที่ราบ ซึ่งมักจะมีน้ำเอ่อท่วมตามคุ้งน้ำหรือแผ่ออกเป็นพื้นที่กว้างมีพืชพรรณหลายชนิดขึ้นปกคลุม ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกพื้นที่ลักษณะนี้ว่า ป่าบุ่งป่าทาม อันมีลักษณะเป็นป่าน้ำท่วม คือ เป็นสังคมพืชที่เกิดขึ้นบนที่ราบต่ำริมฝั่งแม่น้ำที่แอ่งน้ำเอ่อล้นตลิ่งเจิ่งนองไปทั่วระหว่างฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก และน้ำที่ล้นตลิ่งจะท่วมอยู่บนพื้นที่ราบเป็นระยะเวลาแรมเดือนในแต่ละปี ลักษณะดินเป็นดินตะกอนเกิดจาการพัดพามาทับถมกันของสายน้ำหลาก จึงเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เต็มที่ จากการศึกษาของอาจารย์ จิระ จินตนุกูล: 2536 พบว่า ลุ่มน้ำต่างๆในภาคอีสานมีพื้นที่ชนิดนี้อยู่ประมาณ 600,000 กว่าไร่ มีมากที่สุดในลุ่มแม่น้ำมูลจำนวน 337,500 ไร่ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ราบตามลุ่มน้ำมูลตอนกลางในเขตอำเภอพุทไธสง จังหวัดมหาสารคาม ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ถึงจังหวัดศรีสะเกษ

 

ป่าบุ่ง ป่าทาม กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ป่าบุ่ง ป่าทามบริเวณแม่น้ำมูลตอนกลางนอกจากจะเป็นบริเวณที่มีพื้นที่มากที่สุดแล้วยังคงอุดมสมบูรณ์อย่างสูงอีกด้วย แม้ว่าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจนแทบไม่พบสภาพป่าดั่งเดิมให้ปรากฏอยู่ มีบริเวณที่ยังคงสภาพป่าหนาแน่นอยู่บ้างบริเวณปากเสียว ปากกุด และบริเวณที่เป็นลุ่มน้ำต่ำแคบๆ และน้ำไหลแรงไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก

ในอดีตช่วงก่อนปี พ.ศ.2500 สภาพป่าบุ่ง ป่าทาม ยังหนาแน่นและอุดมสมบูรณ์มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ป่าโคกชาด สะแบง และไม้พุ่มยังหนาทึบมาก ชาวบ้านอาศัยบุ่งทามเพื่อจับสัตว์น้ำในแหล่งน้ำ ต่อมาเมื่อเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2475 ชาวบ้านทำการเพาะปลูกนาทุ่งไม่ได้ จึงเริ่มบุกเบิกมาทำนาในบุ่งทามโดยอาศัยการเพาะปลูกตามกุดหนองจึงเริ่มมีการจับจองหนอง ในการทำการเกษตรและเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมา และต่อมาในปี พ.ศ.2500-2521 การส่งเสริมพืชเศรษฐกิจประกอบกับการสร้างเขื่อนต่างๆ ทำให้เกิดน้ำท่วมไหลหลากลดความรุนแรงลง ดังนั้นการใช้ประโยชน์พื้นที่บุ่งทามเพื่อการเกษตรเริ่มมีมากขึ้น มีการทำนาแซง นาทาม นาหนอง ปลูกปอ พืชผักและการใช้ประโยชน์จากไม้ฟืน มีการถางเผาป่าแบบไร่เลื่อนลอยอย่างอิสระ พื้นที่ป่าจึงลดความหนาแน่นและมีพื้นที่ลดลง ปี พ.ศ.2522 การบุกรุกถางไถป่าบุ่งป่าทามเริ่มชัดเจนและรวดเร็วขึ้น มีรถไถรับจ้างบุกเบิกอย่างขุดรากถอนโคน พื้นที่ถูกปรับระดับและยกร่องเป็นคันนา มีการจับจองครอบครองอย่างถาวร

ปัจจุบันพื้นที่บุ่งทามหลายแห่งถูกจับจองและไถปรับจนเป็นที่นาถาวร แต่ยังคงเหลือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมถึงทุกปี และชาวบ้านยังคงใช้ประโยชน์ในรูปของการทำไร่เลื่อนลอยเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่เดิม ตลอดจนมีชาวบ้านในบางพื้นที่ที่เห็นความสำคัญในด้านอื่นๆ ของป่าบุ่งป่าทามนอกเหนือจากการทำการเกษตร มีการกันเขตอนุรักษ์เพื่อให้ป่าบุ่งป่าทามฟื้นฟูสภาพดั่งเดิมและเอื้อประโยชน์ทางนิเวศวิทยา ตลอดจนประโยชน์ด้านอาหารธรรมชาติ ไม้ฟืนและแหล่งเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะกล่าวถึงตัวอย่างองค์กรชาวบ้านในพื้นทีหนึ่งในช่วงท้าย

คุณค่าของป่าบุ่งป่าทามต่อวิถีชีวิตชุมชน

ป่าบุ่งป่าทาม เป็นป่าที่มีสีสันของชีวิต เราจะพบว่าชีวิตชาวบ้านในชุมชนแถบบริเวณแม่น้ำมูลได้อาศัยผืนป่าทามในการ ดำเนินชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำกินโดยการปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ ปลูกผักผลไม้ จนถึงการหาอาหารธรรมชาติทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำ พืชผักธรรมชาติการหาฟืนถ่าน เป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์หรือแม้แต่ไม้ใช้สอยในชีวิตประจำวันอย่างเสื่อ ตะกร้า เครื่องมือจับสัตว์อีกดด้วย ซึ่งสามารถสรุปประโยชน์หรือความสำคัญของป่าบุ่งป่าทามต่อชีวิตชุมชนได้ดัง นี้

1. ทรัพยากรป่าไม้ (Forest resources) แม้ว่าป่าบุ่งบ่าทามในปัจจุบันจะถูกรุกล้ำจากการทำการเกษตรของชุมชนบริเวณ แม่น้ำจนเกือบไม่เหลือสภาพป่าดั่งเดิมแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีพรรณไม้ซึ่งมีคุณค่าทางด้านอาหาร เช่น หน่อไม้ กระโดน หว้า หมากแซว (มะกอกน้ำ) มันแซง เห็ดต่างๆ และคุณค่าทางเชื้อเพลิงอย่างไม้หูลิง ฝ้ายน้ำ เหมือดแฮ เสียว ตลอดจนคุณค่าทางวัสดุเครื่องใช้ เช่น กก ผือ เครือซูด เครือตาปลา และคุณค่าทางสมุนไพร เช่น เนาน้ำก้านเหลือง เป็นต้น

2. ทรัพยากรพืชและสัตว์ป่า (Wildlife resources) ในป่าบุ่งป่าทามมีพืชพรรณนานาชนิดทั้งพืชไม้ยืนต้นที่ให้ผลเป็นอาหาร พืชไม้พุ่มที่ทนต่อการแช่ขังและแตกกอรวดเร็วที่ให้คุณค่าทางเชื้อเพลิง อาหารสัตว์และสมุนไพร ตลอดจนพืชน้ำที่ขึ้นอยู่หนาแน่นตามแหล่งน้ำในทาม เช่นผักกระเฉด ดอกบัว กระจับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาศัยเพาะพันธุ์และหลบภัยของสัตว์หลายชนิด ตั้งแต่ไก่ป่า กระต่าย นก หนู กบ เขียด อึ่ง หอยโข่ง หอยขม งู และแมลงนานาชนิด ซึ่งถือเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของท้องถิ่น

3. ทรัพยากรประมง (Fishery resources) ป่าบุ่งป่าทามเป็นแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งหากินวางไข่และเลี้ยงลูกอ่อนของปลาจำนวนมากโดยในพื้นที่บุ่งทามนั้นมีแหล่งน้ำมากมายทั้งกุด หนอง บึงฮอง ซึ่งชาวบ้านได้อาศัยจับปลาและสัตว์น้ำได้ตลอดปี

4. ทรัพยากรพืชที่เป็นอาหารสัตว์ (Forage resources) นอกจากลักษณะทางกายภาพของพื้นที่บุ่งทามจะเอื้อต่อการเป็นแหล่งทำเลเลี้ยง สัตว์แล้ว พืชพันธุ์ในป่าทามที่นอกจากหญ้าหลากหลายชนิดแล้วยังมีพืชหลายชนิดที่เป็น อาหารของวัวควายอีกด้วย เช่น ผักกาดฮอ ผักเฟือยน้ำ ใบคางฮุง ใบคำพี้ เครือจิจ้อ เป็นต้น เราจึงพบว่าชาวบ้านในชุมชนบริเวณรอบป่าทามจะเลี้ยงวัวควายฝูงใหญ่เป็นอีก อาชีพหนึ่งตั้งแต่อดีตนานมาแล้ว

5. ทรัพยากรการเกษตร (Agricultural resources) ชุมชนรอบบริเวณป่าบุ่งป่าทามจะอาศัยพื้นที่ในทามทำการเกษตรมาแต่อดีตดังได้ กล่าวมาแล้ว โดยมีการจัดการอย่างเหมาะสม มีการสับเปลี่ยนพื้นที่และพืชที่ปลูกเพื่อให้พื้นที่ได้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ เนื่องจากดินในทามเป็นดินตะกอนที่มีธาตุอาหารที่ถูกพัดพามากับสายน้ำหลาก ทำให้การเกษตรของชาวบ้านไม่ต้องอาศัยสารเคมี ซึ่งหากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมแล้วจะอำนวยประโยชน์แก่ชุมชนได้อย่าง ยั่งยืนและมั่นคง

จะเห็นได้ว่าป่าบุ่งป่าทามมีคุณค่าต่อวิถีชีวิตชุมชนเป็นอย่างมาก จากการสำรวจข้อมูลของชาวบ้านผึ้งหมู่ 4 และหมู่ 14 ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จำนวน 127ครัวเรือน มีการใช้ประโยชน์จากป่าทามในด้านต่างๆ ในปี พ.ศ.2536 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 5,640,708 บาท (ห้าล้านหกแสนสี่หมื่นเจ็ดร้อยแปดบาท) หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนๆละ44,415 บาท

ป่าบุ่งป่าทาม กับความสำคัญทางงระบบนิเวศวิทยา

ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับทรัพยากรป่าไม้ ประเภทป่าที่มีต้นไม้และประเภทไม้ยืนต้นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ในขณะที่ป่าริมแม่น้ำอย่างป่าบุ่งป่าทามไม่ได้รับความตระหนักในคุณค่าเท่าที่ควร ดังจะเห็นจากการทำลายไปอย่างรวดเร็ว “โดยขาดการประเมินถึงผลกรระทบทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของชุมชนและระบบนิเวศวิทยา และที่สำคัญคือการขาดนโยบายที่ชัดเจน ขาดมาตรการทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้คุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างจริงจัง” (ศันสนีย์ ชูแวว ; 2536) ซึ่งแท้ที่จริงแล้วพื้นที่ป่าริมแม่น้ำอย่างป่าบุ่งป่าทามมีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาสูง แม้จะไม่สามารถมองเห็นผลประโยชน์ทางตรงในด้านเศรษฐกิจ แต่การสูญเสียพื้นที่ดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมโดยรวม ประโยชน์ในด้านนิเวศที่อาจเรียกว่าเป็นประโยชน์โดยอ้อม ดร.ศันสนีย์ ชูแวว ได้สรุปไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

1. การอำนวยน้ำลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน โดยน้ำในพื้นที่ชุ่ม น้ำจะสามารถไหลถ่ายเทสู่น้ำใต้ดินที่ทำให้คนได้นำน้ำในชั้นน้ำใต้ดินมาใช้ใน การอุปโภคบริโภคได้อย่างไม่ขาดแคลน

2. การอำนวยน้ำจากชั้นน้ำใต้ดินขึ้นสู่ผิวดิน โดยน้ำจากชั้นน้ำใต้ดินจะสามารรถไหลกลับขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำกลายเป็น น้ำผิวดินเป็นแหล่งน้ำใช้ในฤดูแล้งได้

3. การป้องกันน้ำท่วมเฉียบพลัน พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยเก็บกับน้ำฝนและน้ำท่าที่ไหลลงมาสม่ำเสมอและยังช่วยถ่ายเทน้ำอย่างช้า ๆ ลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมเฉียบพลันได้

4. การรักษาชายฝั่งป้องกันการชะล้างพังทลายของดินพืชพรรณที่ขึ้นอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ สามารถช่วยลดแรงปะทะของกระแสน้ำ และรากพืชช่วยยึดดินในพื้นที่ได้อีกด้วย

5. การเก็บกักตะกอนและสารพิษ พืชพรรณในพื้นที่ชุ่มน้ำดักตะกอนดินที่ถูกพัดพามากับสายน้ำหลากได้ช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ เพิ่มโอกาสของการตกตะกอนของดินมากขึ้น และยังสามารถดักกักสารพิษตกค้างจากการทำการเกษตรที่ไหลมากับสายน้ำได้อีกด้วย ทำให้น้ำในแหล่งน้ำใช้ของชุมชนมีคุณภาพดีด้วย

6. การเก็บกักธาตุอาหาร ธาตุอาหารที่ถูกพัดพามากับสายน้ำจะถูกดักสะสมไว้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งพืชพรรณจะสามารถดึงธาตุอาหารเหล่านั้นมาใช้ในการเจริญเติบโตได้ดี

7. การให้ธาตุอาหารแก่สัตว์ต่างๆ เพราะพืชพรรณและน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำประกอบด้วยธาตุอาหารจำนวนมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการให้ธาตุอาหารแก่สัตว์ต่างๆในบริเวณดังกล่าวอีกด้วย

8. การรักษาความสมดุลทางภูมิอากาศ

9. ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นแหล่งรวมของสายพันธุ์ของพืชและสัตว์ เป็นแหล่งอาศัยหลบภัย เพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ และเลี้ยงลูกอ่อน

ที่มา seub.or.th

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ราบรื่นถกนัดแรกคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนหัวนา (กรณีสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา)

วันที่ 15 ม.ค.2563 ผู้ว่าราชการฯ นายวัฒนา พุฒิชาติ มอบหมาย นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน ณ ศาลากลางจังหวัด สรุปภาพรวมมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ราบรื่นเป็นไปตามแนวทางและมติที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการเขื่อนหัวนา (ชุดใหญ่) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา วันนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ มีมติดังนี้ 1) แต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอ 5 อำเภอ 2) แต่งตั้งคณะทำงานระดับตำบล 3) แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบทรัพย์สิน 4)คณะทำงานตรวจสอบขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่ม(ค่าX)

“ประวิตร” นั่งประธาน ถก คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ใช้กฎหมายเป็นธรรม มุ่งสู่การทำประมงยั่งยืน และเป็นสากล

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ทราบสถานการณ์ เกี่ยวกับการทำประมงและแรงงานภาคประมงในภาพรวมติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง